ศูนย์คริสตศาสนธรรมสังฆมณฑลราชบุรี
CATECHETICAL CENTER OF RATCHABURI DIOCCESE

เส้นทางสู่การเป็นคาทอลิกของ: คุณธีระ  นวนฉวี (ตอนที่ 3)
เส้นทางสู่การเป็นคาทอลิกของ: คุณธีระ  นวนฉวี (ตอนที่ 3)

วิธีการสอนลูกให้สวดและอ่านพระคัมภีร์

              ผมเริ่มรู้สึกว่าลูกเริ่มสนใจแล้ว ผมก็เลยเปลี่ยนแผนใหม่ ผมเอาปฏิทินตั้งโต๊ะมา แล้วผมก็ปริ้นท์บทภาวนาแปะไปหน้าปฏิทินแต่ละหน้า พอถึงเวลาผมก็เรียกลูกมาแล้วก็สวดพร้อมกันทีละหน้า เขาก็สวดทุกคืน สวดได้บ้างไม่ได้บ้าง เขาก็สวดคลอๆ ไปกับเรา เราให้เขาเห็นตัวหนังสือ เขาจะได้เริ่มจำได้ ทุกวันนี้ทำเป็นกิจวัตร คือ จะง่วงแค่ไหนก็แล้วแต่ แปลงฟันเสร็จแล้วก็จะต้องนั่งสวดที่หน้าหิ้งพระ เราก็มีความรู้สึกว่าแค่นี้เราเริ่มชื่นใจแล้ว อย่างน้อย ๆ ลูกเข้าใจว่าผมต้องการให้เขารู้อะไรบ้าง เมื่อปิดเทอมที่ผ่านมาพอดีหลานของผมเป็นเด็กพุทธ เขาก็นั่งรถไปกับผมด้วยเราไปวัดเช้าด้วยกัน ผมก็นั่งฟังเขาคุยกัน "เออ พ่อขอเวลาว่าวันอาทิตย์ตื่นแต่เช้าหน่อย เรามีโอกาสไปหาพระเจ้าเฉพาะวันอาทิตย์แล้วเดี๋ยวเราก็กลับมานอนได้ ซึ่งเราก็สะดวกวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์แต่อย่างน้อยเราก็ได้ไป และได้ฟังพระวาจา พ่อได้ประโยชน์จากตรงนี้เอามาใช้ในชีวิตทุกวัน พ่อถือว่าเหมือนกับว่าพระเจ้าประทานพรมาให้ตลอดทั้งอาทิตย์ เหมือนวันอาทิตย์พ่อจะไปชาร์ตแบตที่วัด เหมือนพ่อไปเติมไฟให้ตัวเองอีกครั้ง วันจันทร์เราจะได้มีพลังเพื่อสู้ต่อ"

เขาก็จะนั่งฟังไป พวกเขาก็คุยกันเองในรถ คนเล็กก็ถามพี่ว่า "พระเจ้ามีจริงไหม" ลูกน้องสาวผมก็บอกตามความคิดเขาว่า "ไม่มีหรอก" ลูกผมก็บอกว่า "ไม่มีแล้วมนุษย์จะเกิดมาได้อย่างไร" เขาก็บอกว่า หลานผมเขาก็เถียงว่าเกิดจากธรรมชาติไง ลูกคนโตของผมก็เลยแย้งว่า" แล้วลองคิดดูสิว่า แล้วธรรมชาติมาได้ไง" เขาก็เลยแย้งด้วยพระคัมภีร์ ลูกน้องสาวก็เลยเงียบไปไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร คนเล็กก็เลยบอกว่า "ก็พระเจ้าสร้าง ดินฟ้าอากาศมา" เรามีความสุข อย่างน้อย ๆ ลูกผมก็รู้ว่าใครสร้างเรามา แล้วเราต้องไม่ลืมบุญคุณของใคร ลูกผมเข้าใจแล้วว่า ธรรมชาติไม่ได้สร้างเรามา และพระเจ้าทรงสร้างธรรมชาติ ยิ่งมั่นใจว่า เรากำลังพาลูกในทางที่ถูกแล้ว และเวลานี้เราไปไหนเขาไปด้วย เราไปฉลองวัดเขาก็ไปด้วย ผมก็พยายามใช้เวลาจากตรงนี้เพื่อให้เขาได้เรียนรู้จากตัวผมเอง จากคนรอบข้างที่เป็นคาทอลิก จากคุณพ่อ จากวัด และพี่อี๊ดเขาจะทำลูกอมพระวาจาใส่โหลไว้หน้าวัด และเจ้าตัวเล็กออกจากวัดก็จะล้วงลูกอมมาเป็นกำมือ แล้วพอกลับมาถึงบ้านผมก็ถามว่ารู้ไหมว่า ลูกอมติดกับอะไรมา คำว่า พระวาจาต้องอ่านทุกบทที่หยิบมา ฉะนั้นหยิบมามากก็ต้องอ่านหมด เขาจะรู้เลย เวลาผมสวดภาวนากลางคืนเสร็จ ผมจะมีโหลใส่พระวาจาทีเขากินลูกอมหมดไปแล้ว แต่พระวาจานี้ต้องเก็บไว้ ก็จะให้เขาอ่าน ช่วยเขาสะกดบ้าง และผมก็จะอธิบายข้อพระคัมภีร์แต่ละบท ว่าพระสอนเราว่าอย่างไร พอสวดจบแล้วเขาก็จะต้องล้วงพระวาจามา 1 แผ่นให้พ่อ จริงๆ แล้วหลักการสอนของคาทอลิกตรงนี้มีประโยชน์สำหรับเด็ก มีวิธีที่จะจูงใจเด็กให้เรียนรู้ไปด้วยกัน วิธีการโน้มน้าวที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ ตัวผมก็ไม่ได้ลบหลู่ศาสนาเดิม อย่างบทสวดของศาสนาคริสต์เราก็จะสวดเป็นภาษาไทย ซึ่งฟังแล้วเราก็รู้ว่าพูดว่าอะไร ขออะไร นี่คือข้อแตกต่างที่ผมเห็นว่า ถ้าเราสวดอะไรเราขออะไร เราสัญญาอะไรกับพระ เราก็จะรู้ คือเด็กตัวเล็กฟังแล้วรู้ว่าสอนว่าอะไร เช่น บทข้าแต่พระบิดา บทวันทามารีย์ ในนั้นจะบอกว่าสอนอะไร

ช่วงที่ลำบากใจที่สุด - ตัดสินใจบอกแม่

                ตอนสุดท้ายผมก็ตัดสินใจแล้วว่า แม่ผมก็แก่แล้ว พ่อผมก็ไม่สบายอยู่ตอนนั้น อายุก็เยอะแล้วก็หลง ๆ แล้ว ถ้าพ่อแม่เราตายไปก่อนโดยที่เขาไม่รู้ว่าเราหันเขามาทางคาทอลิกแล้ว ผมก็ไม่สบายใจ คนที่สำคัญที่สุดไม่รู้เรื่องผมก็ไม่สบายใจ ผมก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ถูกต้อง ในเมื่อเขาจะรับได้หรือไม่ได้ ผมก็ยอมรับตรงนี้ คือผมถอดพระเจ้าออกจากใจผมออกไปไม่ได้แล้ว ผมก็เลยตัดสินใจ แม่อยู่บ้านกับพ่อ ผมก็เลยไปคุยกับแม่ ขอพระหฤทัยช่วยให้ผมคุยกับแม่แล้วเข้าใจ หรือถ้าคุยกับแม่แล้วไม่เข้าใจในวันนี้ ก็ขอให้มีโอกาสเข้าใจในวันข้างหน้า

               ผมสวดขอพระเจ้าแล้วก็เดินไปบ้านแม่ ผมก็คุยเรื่องทั่วไปกับแม่ก่อน แล้วผมก็บอกแม่มีเรื่องจะคุยกับแม่ “แม่ใจเย็น ๆ แม่อย่างเพิ่งโมโหนะ” เพราะผมรู้ว่าแม่ผมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเก่าแก่ดั้งเดิม เหมือนช่วงที่ผมบวชเขาดีใจมาก เขาไปเฝ้าผมที่วัดจนวันสุดท้ายที่ผมสึก เขาไปอยู่รอจนผมลาสึกออกมา ผมเชื่อว่าแม่ต้องโมโหแน่นอน แต่ถ้าต้องปล่อยให้แม่จากไปแล้วโดยไม่รู้ว่าผมเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง ผมก็ไม่สบายใจ เราก็เลย บอกแม่เลย “ฉันมีความเชื่อ มีความศรัทธาศาสนาคาทอลิก”  เขาก็เงียบไปพักหนึ่ง เขาก็แค่เข้าใจว่าผมมีความรู้สึกดี ๆ ต่อการเข้ารีต เขาก็ตอบมาว่า “ก็ไม่ผิดนี่ ก็ศรัทธาได้ ก็เรียนรู้ของเขาได้” แม่เข้าใจแค่ ผมแค่ไปแอบเรียนรู้ ผมก็บอกแม่ว่า “ในชีวิตประจำวันเป็นตายอะไรก็ต้องไปทางนี้แล้ว ต้องไปทำพิธีของคาทอลิก” “นี่หมายความว่าเอ็งไปเต็มร้อยแล้วหรือ” แม่เขาก็ว่าอย่างนี้ เขาก็อึ้งไปพักหนึ่ง “แม่ไม่ต้องห่วงว่าไปแล้วฉันจะทิ้งทางนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างยังเหมือนเดิมกับคนพุทธที่นี่ พ่อแม่เป็นคนพุทธ ฉันไม่ทิ้งแน่นอน ยังเหมือนเดิม ลูกเต้าไม่ได้บังคับให้เป็นคาทอลิก แต่หมายถึงตัวฉันเองมีความศรัทธา ฉันก็เลยเลือกเดินทางนี้แต่ความรู้สึกนึกคิดที่ยังเป็นลูกแม่ยังเป็นเหมือนเดิมทุกสิ่งอย่าง” เขาก็เลยเงียบไปพักหนึ่ง

               ผมก็เลยกลับมาบ้าน คิดว่าเรื่องทุกอย่างคงจบแล้ว ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นผมกลับมาจากทำงาน เขาก็อยู่บ้าน เขาก็ทำกับข้าว ถามคำ เขาก็ตอบคำ คือ อารมณ์ไม่ดี พอผมกินข้าวกันเสร็จ ลูกผมกับแฟนผมกลับมาบ้านผมก่อน แม่ผมก็เรียกผมว่า “เอ็งอย่าพึ่งไป” ผมก็นั่ง “ข้าถามเอ็งอีกครั้งว่า เอ็งไปเข้ารีตร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วหรือ เอ็งไปเป็นเข้ารีตแล้วใช่ไหม” ผมก็ตอบว่า “ใช่แม่ แต่ตัวของฉันเอง ลูกเมียเขาไม่ได้เข้า เฉพาะตัวฉันเอง” “มึงรู้ไหมทั้งวันกูเข้าสวนดายหญ้าหัวใจกูไม่มีความสุขเลยเหมือนหัวใจกูถูกถอดออกไปเลย ลูกของกูหลุดลอยออกจากกูออกไปแล้ว” ผมก็เลยต้องคุยกับเขา “แม่ฟังให้ดีนะ อย่างไรฉันไม่มีวันหลุดจากหัวใจแม่ไปหรอก อย่างไรก็คือลูกของแม่ ทุกวันนี้ถึงจะทุกข์ร้อนอย่างไรก็ยังนึกถึงแม่ พอเกิดเหตุทุกข์ร้อนใจพ่อแม่อยู่ในใจเสมอไม่เคยทิ้งเลย เพียงแต่มีความเชื่อที่แตกต่าง มีความคิดไม่เหมือนคนอื่น เหมือนผิดพี่ผิดน้อง” แม่บอกว่า “มึงผิดเหล่ากอ มึงตายใครจะไปทำศพให้มึงเป็น กูทำไม่เป็นหรอกนะ” แม่ก็โมโห ผมก็บอกว่า “ณ เวลานั้นใครจะทำให้ฉัน ฉันไม่รู้หรอก แต่ถ้าถึงเวลาเอาฉันไปไว้ที่วัด เดี๋ยวพ่อเจ้าวัดเขาก็คงทำให้ไม่ต้องห่วงตรงนั้นหรอก ที่ห่วงคือชีวิตปัจจุบันที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้มีความสุขกับตรงนี้ ซึ่งคนอื่นไม่รู้เหมือนที่ฉันรู้ แต่ฉันก็มั่นใจว่าฉันมีความสุขตรงนี้ แล้วก็เป็นกำลังใจให้ฉันก้าวไปเรื่อย ๆ ฉันมีความหวัง เวลาที่ฉันทุกข์ร้อนอะไร เครื่องรางของขลังไม่เคยต้องพกอะไร มีพ่อมีแม่แล้ว ฉันยังมีพระเจ้าซึ่งช่วยเหลือฉันอยู่ ที่ช่วยเหลือฉันอยู่ในใจ ไม่เคยทิ้งแม่ไม่เคยคิดจะลืมแม่ ให้แม่รู้ไว้ ถึงแม้แม่จะจากโลกนี้ไปแล้ว การทำบุญอุทิศให้ในแนวทางของคนพุทธก็ยังทำให้แม่อยู่จนกว่าชีวิตฉันจะหมดสิ้นไป แต่รุ่นลูกรุ่นหลานเขาจะทำให้แม่หรือเปล่าฉันไม่รู้ ถึงแม้ตายไปแล้วแม่ห่วงว่าฉันไปเข้ารีตแล้ว จะไม่มีใครทำบุญให้แม่ ตรงนี้ฉันรับปากพ่อกับแม่ว่าฉันจะทำให้พ่อกับแม่ตลอดชีวิตของฉันไป คือให้แม่เข้าใจว่าไม่ทอดทิ้งและที่แม่บอกว่าหัวใจแม่หลุดออกไปเลย บอกให้แม่รู้วันนี้เลยว่าหัวใจฉันไม่เคยที่จะหลุดออกไปจากแม่ หัวใจแม่ยังติดอยู่กับฉันเสมอ” ผมก็เลยอธิบายกับเขาไปแบบนี้  “คิดไม่เหมือนคนอื่น พี่น้องคนอื่นเขาก็มีสิทธิ์จะคิด คนอย่างฉันคิดอย่างนี้”  “ใครไปสอนมึง ใครไปชักจูงมึงเนี่ย” “ไม่มีใครชักจูงเลยแม่ ฉันเป็นคนเดินเข้าวัดไปเอง ไปหาพระเอง ฉันไปของฉันเอง แม่ก็รู้นิสัยอย่างฉันไม่มีใครมาจูงจมูกได้ง่ายหรอก”

               แม่เข้าใจว่า “น้าสะใภ้มาชวนใช่ไหม ข้าจะได้ไปคุย” ผมก็บอกว่า “แม่ไม่ต้องไปคุยหรอก เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมไปเข้ารีตแล้ว เขาไปเจอผมเมื่อวันคริสต์มาสที่แล้ว เขายังตกใจ ผมถึงบอกว่า น้าผมมาทางนี้แล้ว คือน้าเขาก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย วันนี้ฉันจะพูดเป็นงวดสุดท้ายให้แม่มั่นใจ ฉันจะไม่เปลี่ยนใจจากเดิม ฉันเป็นกับแม่อย่างไรก็เหมือนเดิมทุกอย่าง ความรักครอบครัว ความรักพ่อแม่ แม้แต่พิธีกรรมอะไรที่เคยทำกับพ่อแม่ก็ยังทำให้ปู่ย่าตายาย ไปงานคนพุทธก็ยังทำให้ทุกอย่าง ไม่ต้องกลัวตรงนั้น ถึงแม้ว่าจะไปทางโน้น งานศพก็ไม่ต้องกลัว ใครจะฝังผมหรือไม่” แม่ก็อึ้งไป แม่ก็เข้าใจว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งเขา พอวันรุ่งขึ้นเขาก็เริ่มคุย เริ่มดีขึ้น มีอะไรเราก็เริ่มคุย เขาก็ไปปรึกษาพี่ป้าน้าอา พี่น้องของแม่ว่าผมแหกเหล่าแหกกอไปเป็นแบบนี้แล้ว พี่น้องเขาก็รู้นิสัยผม คือผมก็ไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่เสียใจเลย ไม่เคยต้องมาร้องไห้ให้กับผม มีครั้งนี้ครั้งเดียวที่แม่ต้องมาเสียใจกับผมเรื่องนี้ เป็นเรื่องเดียวที่ผมทำให้แม่ต้องร้องไห้ ถึงแม้ว่าแม่จะบังคับให้ผมหยุด ไม่ให้ผมไปวัด ให้ผมไม่ต้องไปทำพิธีทางคริสต์ แต่แม่ถอดพระเจ้าออกจากใจผมไม่ได้ ผมถือว่าตอนนี้พระเจ้าอยู่ที่ใจของผมแล้ว ถอดออกไม่ได้ แม่จะบังคับผมแค่ไหนแต่ผมทำตามแม่ไม่ได้ แม่รู้ว่าหัวใจของผม พระเจ้าหลุดออกไปไม่ได้แล้วผมรับเข้ามาแล้ว

                พี่น้องแม่ก็เห็นว่าผมดีกับพี่ป้าน้าอา  เขาก็เลยบอกว่า “มึงอย่าไปอะไรกับมันนักหนา พวกเขาเคยอยู่ทางนู้น พวกเขาก็สะอาด สะอ้าน อัธยาศัยดี เหมือนทางวัดเก่าที่แม่เคยอยู่ เหมือนคนบ้านเดียวกัน เขารู้ว่าธรรมเนียมคริสต์เป็นแบบไหน ไม่ต้องไปบังคับมัน ดูที่คุณงามความดีที่มันทำ” หลัง ๆ พี่น้องเขาก็คุยกับแม่ ผมก็โชคดีที่พี่ป้าน้าอาเขาเข้าใจผม แค่ความเชื่อต่าง แต่เราไม่ได้ละเลยพวกเขาไปเลย ก็คือจะเป็นหมู่ญาติเหมือนเดิม พอปีหลัง ๆ ไปคริสต์มาสผมก็จะบอกแม่ตรง ๆ เขาก็บอกว่าไปเหอะ อย่ากลับดึก ผมก็เริ่มรู้สึกในใจว่าแม่เขาเริ่มผ่อนคลายกับผมแล้ว พอดีว่าผมทำล็อคเก็ตพระหฤทัยให้ลูกผมห้อยคนละองค์ และของแฟนผมก็มีพระพุทธ ให้เขาห้อยคู่กัน เพื่อให้มาคุ้มครองลูกผมทั้งสองฝั่ง และไม่เป็นการแบ่งแยกในครอบครัวด้วย ผมก็คิดว่าเดี๋ยวต้องมีปัญหากับแม่แน่ เพราะแม่ผมจะเป็นคนอาบน้ำให้ลูกผม เขาต้องเห็นแน่ ผมก็ถามลูกว่า “ย่าเขาว่าอะไรไหม” “ไม่เห็นเขาว่าอะไรนี่พ่อ” เขาก็เริ่มเข้าใจผม ว่าผมไม่ได้ทิ้งเขาไปไหน แค่ความเชื่อของเราต่างกัน

                 เวลาไปวัดเราก็บอกเขาตรง ๆ เขาก็โอเคขึ้นครับ ไม่ได้หวงห้ามอะไร พอลูกมาเรียนโรงเรียนคาทอลิก เขาก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของลูก เริ่มขยันเรียนมากกว่าที่เดิม เขาก็เห็นว่าหลานเขามีการพัฒนา เห็นว่าทางนี้เขาสอนดี เขาก็เห็นดีขึ้น พูดถึงซิสเตอร์ เขาก็ถามว่า “แล้วซิสเตอร์เขาว่าอย่างไรบ้าง” ผมคิดว่าแม่ผมก็เริ่มเข้าใจผมบ้างแล้ว พ่อของผมเขาเสียไปแล้ว เหลือแต่แม่ แม่ก็เริ่มเข้าใจผมแล้ว ตรงนี้ผมก็เชื่อว่าพระเจ้าช่วยผมอีกครั้งหนึ่ง เพราะมันหลายปีที่ผ่านมาที่ผมไม่กล้าบอกแม่ โชคดีที่ภรรยาผมเข้าใจ เหมือนวันนั้นที่ผมเถียงกันกับแม่ ภรรยาผมเขาก็ได้ยิน พอผมกลับมาบ้าน แม่บอกแม่โมโหมากเลยพ่อมึง เขาก็โกรธมาก ผมก็บอกแฟนว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ดีกว่าให้เขาตายไปแล้วเขาไม่รู้อะไรเลย แฟนเขาก็บอก “อย่าไปคิดอะไรมาก เราทำดีเราก็ต้องได้ดี อย่างน้อย ๆ ใจฉันก็พอใจแล้ว เพราะสุดท้ายแล้วก็เป็นแกนั่นแหละที่จะไปส่งฉันที่สุสาน” ผมก็คุยกับแฟน “แค่แกเข้าใจฉัน ฉันก็พอใจแล้ว”

เริ่มช่วยกิจการของวัด

             หลัง ๆ บางทีผมต้องแบ่งเวลาไปวัดทางแฟน(พุทธ) ไม่ได้มาวัดผมก็เกรงใจพี่อี๊ด พี่อี๊ดช่วยผมได้มาก หลัง ๆ มีอะไรพี่อี๊ดก็จะส่งข่าว พอไม่มีคนอ่านบทอ่าน พี่อี๊ดก็จับผมไปอ่านประจำซึ่งผมก็ไม่ได้ชำนาญทางนี้ แต่เพราะผมบอกลูกว่า “ถ้าไปวัดแล้วไม่มีใครช่วยมิสซาก็ให้ไปช่วยนะช่วยพระ” แต่ถ้าพี่อี๊ดบอกผมให้ไปอ่านบทอ่านแล้วผมปฏิเสธมันก็กลายเป็นว่า พ่อยังไม่รับใช้เลย ผมก็เลยคิดว่า เอาก็เอาว่ะ ตามที่เขาให้เราอ่าน ถ้าเราไม่ติดอะไร ด้วยความเกรงใจผมไม่อยากไปแย่งหน้าที่ใคร ถ้าไม่มีใครผมช่วยได้ ผมก็ถือว่าตรงนี้ได้รับใช้พระ เราจะได้อ่านบทอ่านให้คนฟัง ผมก็คิดว่าเป็นการเผยแพร่อย่างหนึ่ง  เราน่าจะได้รับพระพรบ้าง ซึ่งผมก็คิดว่าที่ผมได้ลูกเรียนดี ผมก็ได้รับพรมาแล้ว เมื่อเราทำให้กับพระเจ้า พระเจ้าก็เมตตาให้เรามา

 

หลักคำสอนที่รู้สึกดี มีประโยชน์ต่อชีวิต

                ข้อคำสอนที่ผมใช้ในชีวิตประจำวันก็คือ กฎทอง “รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” และ ”ให้อภัยต่อคนอื่น” ในความรู้สึกที่ว่า แม้เราจะโกรธก็แค่ชั่ววูบ เราก็ให้อภัยแก่เขา เราเองก็จะมีความสุข และเราก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มันก็เหมือนกับที่เราทุกข์หนักสาหัส แล้วเราก็นึกถึงพระเจ้า พระเจ้าคงทดลองใจเรา ครูอี๊ดเคยสอนว่า บางครั้งเชื่อว่า แม้เจออุปสรรคหนักหนา ถ้าเป็นทางพุทธก็เป็นเคราะห์กรรมเก่า แต่ในใจของผม ผมคิดว่าพระเจ้าก็คงทดลองเรา ถ้าเราผ่านตรงนี้ไปได้ก็แสดงว่าเราเข้มแข็งพอ เราก็เชื่อว่าสุดท้ายแล้วพระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเราอยู่แล้ว ผมก็นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เวลาที่เราเจอปัญหา เวลาที่เราท้อแท้ เวลาที่เราเหนื่อย ก็ให้ความรักกับเพื่อนมนุษย์ พอเราให้ความรักกับเพื่อนมนุษย์ คนที่เราให้ความรักกับเขา เขาก็มีความรู้สึกที่ดีต่อเรา ความเมตตาปรานี ความมีเสน่ห์มันจะกลับมาหาเรา ความสุภาพอ่อนโยนที่จะมอบให้เขา เขาก็จะรู้นิสัยเรา แล้วสิ่งดี ๆ เหล่านั้นจะกลับมาหาเรา ตอนนี้ผมเชื่อมั่นแล้วว่าผมได้รับมาจริง ๆ แล้วลูก ๆ มีสติปัญญา รู้ผิดชอบชั่วดี ผมก็เชื่อมั่นว่าเป็นพระพรของพระเจ้าที่ผมวอนขอทุกคืนทุกวัน ผมจะพูดกับลูกเสมอ “พ่อดีใจที่พ่อได้เอ็งสองคนนี้มา อาจจะไม่ร่ำรวยเหมือนคนอื่น พ่อถือว่าของขวัญที่พระเจ้าให้พ่อมาสองอย่างคือเด็กสองคนนี้ เอ็งเข้าใจที่พ่อสอนที่พ่อให้เอ็งรู้และเอาไปใช้ในชีวิตข้างหน้า” ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าพระเจ้าให้พรลูกผมมาเต็ม ๆ

 

เนื้อหาและบทเรียน