ศูนย์คริสตศาสนธรรมสังฆมณฑลราชบุรี
CATECHETICAL CENTER OF RATCHABURI DIOCESE

Catechesi Tradendae | ข้อ 53 ข่าวสารที่ซ่อนเร้นอยู่ในวัฒนธรรม

📖 Catechesi Tradendae | ข้อ 53
บทที่ 7 วิธีการสอนคำสอน

ข่าวสารที่ซ่อนเร้นอยู่ในวัฒนธรรม             

         53. บัดนี้ก็มาถึงปัญหาที่สอง ดังที่ข้าพเจ้าเคยกล่าวกับสมาชิกกรรมการพระคัมภีร์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “คำว่า ‘การนำความเชื่อเข้าสู่วัฒนธรรม’ นี้อาจจะเป็นศัพท์บัญญัติขึ้นใหม่ แต่ก็ช่วยให้เห็นอย่างชัดเจนถึงปัจจัยหนึ่งของรหัสธรรมแห่งการอวตารของพระบุตร” (เทียบ ASS 17, 1979 : 607)

               อาจจะกล่าวได้ว่า การสอนคำสอนหรือการประกาศพระวรสารโดยทั่วไปก็คือ การถ่ายทอดพลังแห่งพระวรสารเข้าสู่แก่นแท้ของวัฒนธรรมหนึ่ง หรือหลาย ๆ วัฒนธรรมนั่นเอง

               เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การสอนคำสอนจึงต้องพยายามศึกษาวัฒนธรรมเหล่านี้ รวมถึงองค์ประกอบสำคัญต่าง ๆ ต้องเรียนรู้ถึงวิธีการแสดงออกที่สำคัญ ต้องเคารพคุณค่าและความร่ำรวยที่มีอยู่ในวัฒนธรรมนั้น ๆ

                ด้วยท่าทีเช่นนี้ การสอนคำสอนจึงสามารถเสนอความรู้เกี่ยวกับรหัสธรรม (เทียบ รม. 16 : 25, อฟ. 3 : 5) และชี้ให้เห็นแบบชีวิตคริสตชนที่แท้ในจารีตประเพณีที่เป็นอยู่ รวมถึงการเฉลิมฉลอง และความนึกคิดแบบคริสตชนซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในวัฒนธรรมนั้น

ในเรื่องนี้มีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง 2 ประการ คือ

               ประการแรก พระวรสารมิอาจอยู่โดดเดี่ยวโดยแยกจากวัฒนธรรมซึ่งพระวรสารได้แทรกตัวเข้ามาตั้งแต่สมัยแรกนั้นได้ (เช่น โลกในยุคของพระคัมภีร์ หรือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงพระชนม์อยู่) ทั้งมิอาจสามารถแยกจากวัฒนธรรมที่พระวรสารได้เข้าไปมีบทบาทอยู่เป็นเวลานับศตวรรษมาแล้วโดยไม่สูญเสียความหมาย

              สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากดินแดนแห่งวัฒนธรรมนั้น แต่โดยอาศัยการเสวนาซึ่งสืบจากสมัยของอัครสาวกแล้ว ต่อมาก็ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเสวนาด้านวัฒนธรรมไป

              อีกประการหนึ่งก็คือ พลังของพระวรสารนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการให้กำเนิดใหม่ ๆ ในทุก ๆ ที่ เมื่อมาสัมผัสกับวัฒนธรรมเข้าก็ได้แก้ไขส่วนประกอบหลายอย่างของวัฒนธรรมนั้นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น

              การสอนคำสอนจะไม่เป็นการสอนคำสอนถ้าพระวรสารมาสัมผัสกับวัฒนธรรมแล้ว พระวรสารเองกลับเป็นฝ่ายเปลี่ยนแปลงไป

              ถ้าหากเราลืมข้อควรคำนึงประการนี้ไป ก็จะตรงกับที่ท่านนักบุญเปาโลประณามไว้อย่างรุนแรงว่า เรากำลัง “ทำให้ไม้กางเขนของพระคริสต์หมดพลังไป” (1 คร. 1 : 17)

               แต่การที่จะนำเอาส่วนประกอบบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านศาสนาหรือทางอื่นใดก็ตาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง มาใช้อย่างรอบคอบ เพื่อช่วยอธิบายให้สมาชิกเข้าใจรหัสธรรมของคริสตธรรมให้ดียิ่งขึ้น อย่างนี้ก็เป็นคนละเรื่องกับที่กล่าวไว้ข้างต้น

              ครูคำสอนย่อมรู้ดีว่า คำสอนจะต้อง “เกิดใหม่” ในวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ประชาชนที่มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมอย่างมากมาย เยาวชนยุคใหม่ ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ประชาชนต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้

               ประชาชนจะไม่ยอมรับคำสอนที่ขาดวิ่น เพราะถูกตัดทอนหรือเนื้อหาถูกบดบังลดเลือนไปโดยการปรับหรือกระทั่งการใช้ภาษาซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อประมวลข้อความเชื่อที่มีค่าอย่างยิ่งได้ (เทียบ 2 ทธ. 1 : 14)

               หรือโดยการยินยอมนั้นจะต้องทำให้วัฒนธรรมสมบูรณ์ขึ้น โดยช่วยให้การก้าวพ้นจุดบกพร่องหรือสิ่งที่ผิดวิสัยมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ และเชื่อมโยงคุณค่าของวัฒนธรรมนั้นเข้ากับความไพบูลย์ของพระคริสตเจ้า (เทียบ ยน. 1 : 16, อฟ. 1 : 10)


— นักบุญสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2
Catechesi Tradendae (การสอนคำสอนในยุคปัจจุบัน), ข้อ 53

เนื้อหาและบทเรียน