ศูนย์คริสตศาสนธรรมสังฆมณฑลราชบุรี
CATECHETICAL CENTER OF RATCHABURI DIOCCESE

เส้นทางสู่การเป็นคาทอลิกของ: คุณสุพัทรา กังสดาล เส้นทางสู่การเป็นคาทอลิกของ: คุณสุพัทรา กังสดาล

ข้อมูลส่วนตัว

              คุณสุพัทรา กังสดาล เป็นคน จ.พัทลุง รู้จักศาสนาคริสต์ตอนเล็ก ๆ แต่เมื่อโตขึ้นก็เหินห่างและไม่ได้สนใจ เคยเรียนในโรงเรียนคริสต์ ออกจากโรงเรียนคริสต์เมื่อจบชั้นประถม แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ แอนตี้ด้วยซ้ำไป

แรงจูงใจ

             ครั้งหนึ่ง ขับรถจอดหน้าบ้าน ตอนนั้นพ่อและอาเพิ่งเสียชีวิตไล่เลี่ยกัน มีสองครั้งที่เห็นตัวเองนอนตาย โดยที่ตัวเองยืนลืมตามองเห็นตัวเองนอนตาย จึงพูดกับตนเองว่า “ฉันยังไม่อยากตาย ลูกฉันยังเล็กอยู่ ไม่อยากไป ยังไปไม่ได้” แต่ก็มีเสียงบอกว่า “มันถึงเวลาแล้ว” ช่วงนั้นมันเงียบน่ากลัวมาก คนตายเป็นอย่างนี้หรือ ตายแล้วจะไปไหน ไม่มีที่จะไป ถ้าตายจริง ชีวิตจะไปทางไหน มืดมน หาทางไปไม่ได้เลย เรื่องนี่อยู่ในใจมาตลอดและทำให้พยายามแสวงหาคำตอบว่า “ตายแล้วจะไปไหน?”

รู้จักศาสนาคริสต์ได้อย่างไร

             ทำงานรับราชการครูที่ จ.พัทลุง ประมาณปี 2543-2544 ตอนนั้นมีเรื่องขัดแย้งกับน้องผู้ร่วมงานในโรงเรียน ทำให้โกรธมาก โกรธจนอยากจะบีบคอเขาให้ตาย แต่ใจหนึ่งก็อยากให้อภัย แล้วจะทำอย่างไร เนื่องจากเป็นพุทธจึงนั่งสมาธิทุกคืน หวังว่าเมื่อใจสงบแล้วจะให้อภัยได้  ทำมาประมาณหนึ่งเดือน ก็ยังให้อภัยไม่ได้ พอดีลูกเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนคาทอลิกหาดใหญ่ จึงไปถามซิสเตอร์ว่ามีวิธีอะไรไหมที่จะให้อภัยคนได้ เราได้ลองใช้วิธีต่าง ๆ แล้ว แต่มันก็ไม่ได้ผล ซิสเตอร์บอกว่า “จะสวดภาวนาให้” ตัวเองก็รู้สึกโกรธตรงที่ไม่ได้รับข้อมูลกระจ่างอะไรเลยเพียงแต่บอกว่า “จะสวดให้” ก็โอเค ไม่บอกอะไรก็กลับบ้าน คืนนั้นก็นั่งสมาธิ นั่งได้แป๊บเดียวก็เห็นผู้ชายใส่ชุดสีขาวซึ่งในสมาธิบอกว่านี่คือพระเยซู แต่ตัวเองก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร  พระเยซูก็พระเยซู ก็นั่งสมาธิแล้วก็นอน พอเช้าตื่นขึ้นมารู้สึกว่าทำไมวันนี้ฉันมีความสุขมากตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้สึกมีความสุขอย่างนี้เลย แล้วมันก็ไม่สุขแบบธรรมดา แต่มีความสุขอย่างกล้าหาญ ซึ่งบอกกับลูกว่าถ้าเขาให้ไปออกศึกแบบสมัยก่อน ก็จะเป็นผู้นำถือดาบออกไปเป็นคนแรกได้เลย ไม่กลัวอะไรเลย แล้วก็ที่เราโกรธมันก็หายไปเหมือนขี้เล็บเล็กมาก ทำไมเราคิดได้อย่างไร แค้นเขาอยากบีบคอเขา คิดเป็นเดือน ๆ แต่มันหายไปเลย แล้วรู้สึกว่าเราให้อภัยคนได้ง่าย ใครว่าอะไรเรา แต่ก่อนขี้โมโห ลูกบอกว่า “แม่รู้ไหม เดี๋ยวนี้แม่นิสัยดีขึ้นมากเลย” ความรู้สึกนี้ไม่ใช่แค่วันนี้พรุ่งนี้ แต่ยาวนานเป็นเดือน แล้วระหว่างนั้นก็จะมีเสียงหรือสัญญาณอะไรที่บอกให้รู้ สมมุติว่าจะให้เราทำอะไร ใจก็จะจี๊ด ๆ ขึ้นมา ครั้งแรกไม่รู้ พอเราสังเกตว่า พอเป็นอย่างนี้ จะต้องมีอะไรให้เราพูดกับคนอื่น ก็เลยจับได้ว่าเมื่อไรที่มีอาการแบบนี้ แสดงว่าเราต้องพูดเรื่องพระเยซูกับใครแน่นอนเลย ก็ไม่ได้คิดอะไรเพียงแต่เราให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นก็มีเสียงบอกให้ทำโน้นให้ทำนี้

เริ่มไปวัดและเรียนรู้คำสอน

                มีเสียงในใจบอกมาให้ไปวัดที่หาดใหญ่แต่ก็ผลัดมาเรื่อย ๆ บอกว่า “ไม่ไป ไม่รู้จักใคร” ผลัดมาหกเดือนได้ ที่สุดตัดสินใจจะไปวัด รถตู้ที่นัดไว้มีชั่วโมงละคันก็ไม่มา บอกให้เราไปอีกเที่ยวหนึ่ง พอถึงวัดหาดใหญ่ซึ่งปกติมิสซา 9 โมง เวลารอก็นึกในใจ เราไม่รู้ว่าเป็นเสียงพระ เราเถียงในใจว่า “นี้ตั้งใจไปแล้วนะแต่รถไม่รับเอง ถ้าไปสายก็อย่าว่ากัน ถือว่าไปสายดีกว่าไม่ไป” พอถึงวัด วันนั้นเป็นการฉลองวัด ซึ่งแทนที่จะเป็นเก้าโมงกลายเป็นสิบโมงทันพิธีพอดี ซึ่งเป็นอะไรอย่างนี้ได้อย่างไร มีเหตุการณ์เช่นนี้เป็นปี พอไปวัดเหมือนบอกกับพระว่า “ไปแล้วนะ หมดกัน” กลับมาเล่าให้น้องที่ทำงานฟัง น้องบอกว่าให้พาน้องไปวัดบ้าง บ้านเขาเป็นพุทธที่เคร่งมาก ต้องพากันหนีไปวัด เราไปวัดที่หาดใหญ่พอฟังเทศน์เขาก็ร้องไห้ พอกลับบ้านบอกตนเองในใจว่า “โอเคทำให้แล้วนะ”

เรียนคำสอน

               ช่วงปิดเทอม ลูกสาวขอเรียนพิเศษที่หาดใหญ่ วันแรกให้ลูกไปเองแต่รถตู้เสียจึงขับรถไปส่งลูก จึงเจอคุณพ่อที่วัด บอกท่านว่าสนใจมาขอคำแนะนำ พ่อบอกว่า พอดีมีประชุม จึงแนะนำให้ไปห้องสมุดอ่านหนังสือไปก่อน ห้องสมุดเปิดทุกวันจึงเมื่อไปวัดจะเข้าห้องสมุด จึงได้ยืมหนังสือไปอ่าน คิดว่าจะเอาไปคืน แต่วันนั้นปิดเพราะมีค่ายคำสอน พ่อคิดว่าจะมาเรียนคำสอน พ่อเรียกมานั่งคุยกัน ดังนั้นเมื่อมาส่งลูกแล้วตัวเองก็มาเรียนคำสอนทุกวันเป็นเวลาสองอาทิตย์ เป็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อ หลังจากนั้นก็มีอะไรที่เข้ามาแปลก ๆ ตอนแรกคิดว่าบังเอิญแต่อะไรมีเกือบทุกวันคิดว่ามันไม่ใช่แล้วล่ะ เรียนก็ไม่รู้ว่าจะต้องเรียนนาน เห็นคริสเตียนพยายามให้ล้างบาป แต่นี่เป็นปีแล้วก็ยังไม่ให้ล้างบาป คิดว่าเขาคงไม่ให้เราล้างบาปแล้วล่ะ ใกล้ปัสกาคุณพ่อก็เรียกมาคุย แล้วพ่อก็บอกว่าล้างบาปนะ วันนั้นตกใจมาก แบบในใจมันกลัวอย่างชนิดที่เหมือนว่าเราทำผิด อะไรที่บอกไม่ถูกเลยจนกระทั่งต้องเดินออกไปตามถนนในหาดใหญ่ เดินเป็นชั่วโมงแล้วมานั่งคิดว่าฉันทำผิดอะไรฉันจึงต้องกลัวอย่างนี้ พอได้คำตอบว่า “ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้คิดร้ายหรือฆ่าใคร  เพราะฉะนั้นฉันกลัวอะไร ไม่เข้าใจ” พอคิดได้ความกลัวก็หายไป และตัดสินใจเข้ารับศีลล้างบาปในวันปัสกา และวันที่รับศีลยังแปลกใจอยู่เลย เหล้าองุ่นในถ้วยกาลิกซ์เห็นเป็นสีแดง เหล้าองุ่นสีแดงเลยหรือ ไม่เคยถามใคร และมีเหตุการณ์หลายอย่างที่พระช่วยเรา

ชีวิตเริ่มเปลี่ยน - ครอบครัวสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลง

              สามีพูดว่า “นิสัยดี”  ลูกบอกว่า “แม่นิสัยดีขึ้นเยอะ”  ซึ่งตัวเองก็บอกว่า “แม่ก็ว่าอย่างนั้นแหละลูก” พอมาเจอพระเยซู ทำให้เราเปลี่ยนชีวิตจากเป็นคนขี้โมโหปากร้าย เรารู้สึกใจเย็นขึ้น ไม่โกรธ ไม่เป็นไร ตัวเราทำอะไรไม่ได้เลยถ้าเราไม่ได้จากพระ ถ้าพระไม่ให้ คุณไม่สามารถบอกได้ว่าคุณทำได้ด้วยตนเอง ไม่มีทาง แต่ถ้าเราคิดว่าไม่ได้ แต่ถ้าพระทำ โอ้..เป็นไปได้หรือนี้ เรารู้สึกโอเค คือเหมือนเรามีความสุขเมื่อได้เจอพระเจ้า ทำให้รู้ว่า “นี่ไงความสุขในโลกนี้ อยู่บ้าน เจอพระแล้วมีความสุข ไม่ต้องรอโลกหน้า” ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ต้องแสวงหา ฉันต้องไปวัดโน้นวัดนี้ ไม่ใช่แล้ว อยู่บ้านสวดภาวนาคุยกับพระ สุขได้ นี่ไงในโลกนี้เราสุขได้ พระสัญญาไว้แล้ว พระเตรียมที่ไว้ให้เราแล้ว เพียงแต่ว่า เรานี่แหละ จะใช้ชีวิตอีลุ่ยฉุยแฉกอย่างไรก็ได้ เราต้องปรับปรุงตนเองด้วย พระองค์ทำตัวอย่างให้เราดูแล้ว ต้องเสียสละต้องรับใช้ผู้อื่น ผลที่ได้แค่นี้พระเยซูโดนตรึงบนไม้กางเขนเจ็บกว่าเราต้องหลายเท่า เรื่องอื่นๆ จึงจิ๊บจ้อย จากตรงนี้จึงทำให้รู้ว่าพระไม่ทิ้งเรา ทุกสิ่งที่เราคิดว่ามันแย่แล้ว มันไม่ได้ มันก็ ปาฏิหาริย์เข้ามาในชีวิต โดยที่เราคาดไม่ถึง ไอ้ที่เราคิดว่าฉันจะทำอย่างโน้น ฉันจะทำอย่างนี้ ที่เราวาดฝันไว้นั้น ไม่เลย พระมาเปลี่ยนดีกว่าที่เราคิดอีกไม่รู้ว่าจะกี่เท่า

        ครั้งหนึ่งไปเข้าเงียบ อาจารย์ให้สวดบทวันทามารีย์ แล้วหาคำประทับใจ เลือกมาหนึ่งคำหรือประโยคหนึ่ง ก็เลือกพระเยซูโอรสของท่านทรงบุญหนักหนา ก็เห็นพระเยซูถือไม้เท้าเหมือนพระชุมพา

        อีกครั้งหนึ่งไปเข้าเงียบที่เพชรบุรี เห็นเขาล้มก็ไม่เข้าใจ จึงขอแสงสว่างจากพระเจ้า ได้เห็นแสวงสว่างแล้วตัวก็อ่อนลงไป จึงเข้าใจว่าเขาไม่ได้แกล้ง มันเกิดขึ้นเอง หลังรับศีลล้างบาปก็ไปวัดสวด แต่ยังไม่ได้เปิดเผยเพราะมีคนเดียวในบ้าน ตนเองยังพาแม่ไปวัดพุทธที่อยู่พัทลุง แต่เมื่อมาวัดที่หาดใหญ่ก็ทำทุกอย่าง ร้องเพลง อ่านพระคัมภีร์ อยากรู้ทุกอย่าง เพราะเพิ่งมาเป็นคาทอลิก

หลักคำสอนที่ประทับใจ

              ไอดอลของฉันคือพระเยซู หนึ่งเราเคยจองหอง เป็นหัวหน้า เป็นอาจารย์ แต่ตอนนี้เจอภารโรงยังยกมือไหว้ ทำได้ ลดอีโก้ เจอใครเป็นใคร เราสามารถพูดคุยได้ ไม่ถือตัว เหมือนพระเยซูทรงถ่อมตัว มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น ช่วยเหลือ มีอะไรช่วยกันได้ช่วย ขัดกับค่านิยมในสังคม เราเป็นหัวหน้าหมวด หัวหน้าต้องรับใช้ เราทำทุกอย่างแต่กลายเป็นโดนเหยียบโดนกด ไม่ให้เกียรติ คนอยากได้เกียรติแต่ไม่ให้เกียรติคนอื่น ขอพระเจ้าช่วยเหลือตลอด ทำงานฝ่ายบุคลากร งานเยอะมาก เราคนเดียวทำเท่ากับสามคน ตอนนั้นมาวัดเสมอ การรับศีลมหาสนิททำให้เราทำได้ ถ้าไม่ได้รับคงทำไม่ได้ ตอนนี้การรับศีลเป็นการเยียวยาเพิ่มพลัง

ทำไมอยากเรียนคำสอนเพิ่มเติม

           ตอนเรียนคำสอน พ่อให้พระคัมภีร์อ่านแล้วมาถาม ทำไมคริสต์สอนอย่างนี้พุทธสอนอย่างนี้ นั่งถกกัน ทำไม ทำไม วันหนึ่งมีน้องที่เป็นพุทธมาวัด ตอนนั้นซิสเตอร์ไม่อยู่ เขาขับรถมาจอด จึงไปทัก เขาบอกอยากมาวัด ได้คุยกัน เลยคิดถึงจุดนั้น จุดที่เราอยากเรียนแต่ไม่มีใครชี้แนะ จึงแนะนำให้น้องที่สนใจมาวัดและนั่งใกล้ ๆ แล้วก็อ่านพระวรสาร แบ่งปันประสบการณ์ ขอพระเจ้าช่วยเหลือ ไม่ได้สอนอย่างเป็นระบบ จึงอยากเรียนเพิ่มเติม

มีอะไรที่จะบอกคนที่สนใจอยากเรียนรู้คำสอนบ้าง

             ขอให้เปิดใจ เอาประสบการณ์ของตนเองก่อน เราเรียนรู้ศาสนาพุทธมาเหมือนฟังวิทยุมาสถานีเดียว ลองฟังสถานีอื่น ภาษาอาจจะไม่เหมือนกัน ไม่เข้าใจ เมื่อถามแล้วก็จะรู้ว่าไม่แตกต่าง เวลานี้ สิ่งที่เพิ่มคือความรักของพระเจ้า

กลัวคนอื่นจะหาว่าเราแปลก ๆ ไหม

              ไม่กลัวแล้วคะ กล้าพูดอย่างเปิดเผยเลยเพราะว่าเราต้องการให้เขาได้รับความรอดไปโลกหน้า ไปรับชีวิตนิรันดร อยู่กับพระเจ้า

คนจะว่าเราจิตอ่อนหรือเปล่า

              ตอนคุยกับคุณพ่อ เรื่องศีลแก้บาป ก็บอกคุณพ่อว่า “พระเจ้าเนี่ย สุดยอดเลยนะ” นี่เป็นจิตวิทยา ก็เถียงกับคุณพ่อตลอดเป็นคนอย่างนี่

               เรื่องศีลอภัยบาป เรารู้สึกผิดเวลาที่เรางี่เง่าเหมือนเด็ก ๆ เรามีความผิดมากร้องไห้ พอหลังจากนั้นรู้สึกว่าเหมือนพระเยียวยาเรา อะไรที่คั่งค้างในในใจมันหายไปหมด ไม่เหมือนแต่ก่อนที่คนบอกว่าให้ไปถวายสังฆทานนะ สะเดาะเคราะห์มันก็ไม่ดีขึ้น มันก็อาจจะทำให้เรารู้สึกโล่งตอนนั้น แต่พอกลับมามันก็เหมือนเดิม แต่พอเราได้มาสารภาพหมดเปลือก ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร อะไรที่มันติดอยู่ในใจนับเป็นสิบปีมันหลุดแล้ว (ว่ะ) ตอนนั้นยังไม่ได้รับศีลล้างบาปด้วย เพียงแต่คุยและเล่าให้พ่อฟังถ้าเราแก้บาปด้วยคิดว่าพระเจ้าจะช่วยเรา เยียวยาเรา คนว่าทำไมง่าย ไม่นะ ก่อนที่เราจะพูด มันยากนะ สุด ๆจริง บอกอย่างหมดเปลือก มันไม่ใช่อย่างนั้น

 

เนื้อหาและบทเรียน