ศูนย์คริสตศาสนธรรมสังฆมณฑลราชบุรี
CATECHETICAL CENTER OF RATCHABURI DIOCCESE

คุณมารีอา มอรา อัศวรังษี
ชีวิตที่ไม่บังเอิญ

เส้นทางสู่การเป็นคาทอลิก : คุณมารีอา มอรา อัศวรังษี

คุณมารีอา มอรา อัศวรังษี เข้ารับพิธีล้างบาปเมื่อกลางปี 2018 ที่วัดเซนต์จอห์น กรุงเทพฯ จากอดีตเคยปฏิบัติธรรมบวชเป็นแม่ชี รักษาศีลแปดที่เชียงใหม่เป็นเวลาหนึ่งเดือน

จุดเริ่มต้นเข้ามารู้จักศาสนาคริสต์

         เธอมีเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทมากคนหนึ่งที่มีสัมผัสพิเศษ วันหนึ่งเขาบอกเธอว่าพระแม่มารีย์รอเธออยู่และรอเธอมานานแล้วด้วย ครั้งแรกเธอไม่เชื่อเลย แต่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับพี่คนนี้หลายครั้งจนพี่เขารำคาญและบอกเธอว่าถ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องมาคุยกันแล้ว เพราะคุยหลายครั้งแล้ว

         ตัวเธอได้นำคำพูดของเพื่อนมาคิดพิจารณาหลายวัน ช่วงนั้นเธอจริงจังกับการนั่งสมาธิ เธอเห็นตัวเองใส่ชุดสีครีม ๆ เหมือนงาช้างแล้วก็มีผ้าคล้องแขนเหมือนชาวกรีกโบราณ ซึ่งในเวลานั้นเธอได้บอกญาติว่าเธอตัดสินใจแล้วที่จะไปบวชเป็นภิกษุณี แต่เมื่อนั่งสมาธิทีไรก็ไม่เห็นตัวเองใส่ชุดสีเหลืองเหมือนภิกษุณีเลย

         มีวันหนึ่งขณะที่เธอนั่งสมาธิ  ในสมาธินั้นเธอได้คุยกับหลวงปู่ที่ได้มรณภาพไปแล้ว ท่านได้ตอบคำถามหลาย ๆ ข้อที่เธอแคลงใจ ข้อแรก ตัวเธอรู้สึกผิดมากที่จะเปลี่ยนจากพุทธเป็นคริสต์ แต่หลวงปู่บอกว่าทุก ๆ ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะศาสนาใดก็เหมือนกัน ศาสนาใดไม่ได้มีไว้เฉพาะชนชาติใด แต่มีให้กับทุกคนบนโลกนี้ ข้อสอง เธอสงสัยว่าตัวเธอไม่อยากจะเกิดอีกแล้ว แต่ถ้าเธอเองเมื่อมาเป็นลูกพระคริสต์แล้วเราจะมีชีวิตนิรันดร หลวงปู่บอกว่าหลวงปู่เห็นฝรั่งเดินในสวรรค์เยอะแยะเลย เพราะฉะนั้นต่อให้เราไปเป็นคริสต์เราก็อยู่ในสวรรค์ได้ ข้อสาม เธอได้ถามถึงขั้นตอนการปฏิบัติ หลวงปู่ก็ตอบคำถามว่า เราสามารถใช้บทภาวนาและทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทางคริสต์ปฏิบัติ เราสามารถปฏิบัติได้ ท่านได้ตอบคำถามทั้งสามข้อและบอกว่าไม่เป็นไรหรอก

        หลังจากการนั่งสมาธิครั้งนั้นแล้ว เธอจึงรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วจริง ๆ ที่จะต้องกลับไปเป็นลูกแม่พระตามที่พี่คนนั้นบอก

       พี่คนนั้นเป็นคนจีนและบอกว่าตัวเขาจะต้องเป็นพุทธเท่านั้นไม่สามารถเป็นศาสนาอื่นได้ เขาบอกว่าไม่เคยรู้เรื่องคริสต์เลย และบอกเธอว่าเมื่อลาจากการเป็นแม่ชีแล้วแล้วให้เธอกลับกรุงเทพฯ และจะต้องไปหาแม่พระ แม่พระรอนานแล้ว ซึ่งตัวเธอก็ไม่เคยเล่าให้พี่เขาฟังเลยว่าเคยเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปีที่ 3

         ขณะที่เรียนในคอนแวนต์ครั้งหนึ่งเธอเคยเข้าเฝือกจึงไปเล่นบาสเก็ตบอลกับเพื่อน ๆ ไม่ได้ วันที่พี่เขาพูดเรื่องให้กลับมาหาแม่พระนั้นทำให้เธอย้อนไปคิดถึงวันนั้นตอนที่อายุสิบต้นๆ เธอเคยเข้าไปในโบสถ์แล้วไปนั่งร้องไห้ในโบสถ์ โอดครวญกับแม่พระและพระเจ้าซึ่งในขณะนั้นเธอยังเป็นพุทธ เธอคิดว่าอาจจะเพราะการอธิษฐานว่าถ้าเราวิ่งเล่นได้เราจะมาเป็นลูกของแม่พระก็ได้ ซึ่งเธออาจจะลืมไม่ได้แล้วก็ได้ แต่เมื่อพี่เขาบอกว่าแม่พระรอเธอนานมาก เมื่อถามพี่เขาว่าไปแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง พี่บอกว่าให้เอาดอกไม้ไปให้แม่พระ ทีแรกคิดจะเอาไปดอกเดียวดอกสีขาว พี่เขาสวนกลับมาเลยว่าดอกเดียวไม่ได้ต้องเป็นช่อ เป็นตะกร้า อย่างเธอดอกเดียวไม่ได้ต้องจัดใหญ่จัดเต็มเพราะรอมานานแล้ว 

         พอกลับมากรุงเทพฯ เธอก็ยังปรึกษากับพี่คนนั้น เมื่อจัดดอกไม้เสร็จก็ติดต่อเพื่อนที่เป็นนักเรียนอัสสัมฯด้วยกัน เพื่อนบอกว่าต้องวางตรงโน้นตรงนี้ เธอเลือกวางด้านข้างแล้วก็คุกเข่าอธิษฐาน พอคุยกับเพื่อนอีกคนหนึ่งก็บอกให้วางตรงกลางจึงหามาอีกรวมเป็นสองตะกร้า พอวางตะกร้าที่สองลงปุ๊บก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลับมาบ้าน รู้สึกเย็นสบายสงบ มีความสุขลึก ๆ ในใจ วันที่ไปถวายดอกไม้ให้แม่พระผมบนศรีษะยังไม่มี ยังโกนผมอยู่

         กลับมาบ้านเก็บโต๊ะหมู่บูชา เก็บของต่าง ๆ เพราะคิดจะเปลี่ยนศาสนาแล้วและจะต้องไปเรียนคำสอนก่อน มีคนแนะนำให้เรียนกับคุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์ ที่วัดเซนต์จอห์น ก็ได้ไปเรียนที่นั้น เมื่อเรียนได้ระยะหนึ่งคุณพ่อนัดวันรับศีลล้างบาป คุณแม่เกิดป่วยไม่สบาย สองเดือนก่อนหน้าเคยตั้งใจว่าถ้าแม่จะต้องจากไปก็ขอไห้ไปอย่างสงบ ๆ สบาย ๆ หนึ่งเดือนก่อนล้างบาป เริ่มลังเลใจเพราะต้องส่งรายชื่อผู้สมัครรับศีลล้างบาปให้คุณพ่อ จะทำอย่างไรรอทำพิธีให้แม่ก่อนดีไหมแล้วค่อยล้างบาปแต่ก็ได้ยื่นเรื่องไป ระหว่างที่เรียนคำสอนหลังยื่นเรื่องแล้ว แม่ถ่ายไม่ออก พี่ที่มีประสาทสัมผัสพิเศษบอกว่าแม่พระจะช่วยปลดปล่อยแม่ให้จากไปอย่างสบาย ให้พาแม่ไปโรงพยาบาลคามิลเลี่ยน เมื่อคุณหมอตรวจแล้วบอกว่าพรุ่งนี้ให้พาแม่กลับบ้านเพราะหมดทางรักษา เธอบอกว่าไม่และขอให้คุณหมอให้ยาอย่างดีที่สุดไม่ย้ายแม่ไปไหนถ้าจะเป็นอะไรให้อยู่ที่นี่ แม่อยู่โรงพยาบาลนี้ไม่ถึงสองอาทิตย์ก็จากไปอย่างสงบเหมือนที่เธอขอพระเจ้าไว้ ไม่มีคราบน้ำตาจากลูก ท่านจากไปอย่างสงบ

เธอได้จัดพิธีทางพุทธให้แม่ในวันที่ 21 มีนาคม 2018 จากนั้นวันที่ 30-31 มีนาคม เธอเข้าพิธีเอฟฟาธา พอถึงวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์เวลาเย็นเธอก็เข้ารับศีลล้างบาปที่วัดเซนต์จอห์น ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูกคนนี้เป็นลูกของพระองค์อย่างดีและสบายใจ

ชีวิตที่ถูกทดสอบ

          ช่วงระหว่างเรียนคำสอนกับพ่อชัยยะ มีบุคคลที่รู้จักถามว่าแน่ใจแล้วหรือที่จะเปลี่ยนศาสนา มันเป็นเพราะแฟชั่นหรือเปล่า เป็นเพราะเราหลงทางหรือเปล่า เพราะเรามาทางพุทธได้ดีในระยะหนึ่งแล้ว แล้วมีเพื่อนอีกคนหนึ่งบอกว่านี่มันเป็นจิตวิทยา เราก็เลยบอกว่ามันอาจจะเป็นจิตวิทยาสำหรับเขาแต่สำหรับตัวเธอมันเป็นการเรียนรู้สำหรับตัวเธอเอง เธอกำลังเรียนรู้ว่าพระองค์เป็นใคร แล้วเธอจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะเชื่อศรัทธาพระองค์ไหม และตอบกับหลายคนว่าเธอไม่ได้หลงทาง เธอมีความสบายใจและมีความสุขมาก

ชีวิตเริ่มเปลี่ยน

         มีเหตุการณ์หลายอย่าง เช่น ก่อนมาเรียนคำสอนเคยมีเพื่อนที่โกรธกันและตั้งใจว่าชาตินี้จะไม่ต้องมองหน้ากันแล้ว แม้ว่าเธอบอกว่าเธออภัยให้เขาแต่ใจยังค้างคาอยู่ หลังรับศีลล้างบาป เธอได้เจอเขา เธอเดินเข้าไปสวมกอดเขา ไม่มีอะไรที่ติดค้างคาใจ อะไรที่มันเป็นพันธนาการ ล่ามตัวล่ามใจได้ถูกปลดมีความสุข ทุกวันนี้เมื่อเจอก็ทักทายกันเพราะเธอให้อภัยจากใจและคิดว่าวันใดวันหนึ่งถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือก็จะช่วยเหลือเขาอย่างสุดกำลัง นี่เป็นอีกหนึ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเมื่อมาเป็นลูกของพระ

เริ่มรับใช้พระเจ้า

         เมื่อรับศีลล้างบาปแล้วเธอได้สมัครเป็นผู้อ่านพระคัมภีร์และสมาชิกสภาภิบาลของวัดซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เช่นกัน สมาชิกสภาภิบาลวัดต้องการเพียง 10 คน ตัวเธอติดลำดับที่ 12 แต่คุณพ่อชัยยะบอกว่าใครมีน้ำใจคุณพ่อรับหมด ก่อนที่จะสมัครก็บอกกับพระเจ้าว่าถ้าได้รับเลือกลูกก็จะทำด้วยความเต็มใจที่จะทำแม้ลูกจะเป็นเด็กเพิ่งมาเป็นคาทอลิก

หลังจากเป็นสภาภิบาล มีอะไรที่อัศจรรย์อีก เธอตั้งใจจะลาออกหลายครั้งแต่เมื่ออธิษฐานก็ได้คำตอบว่าเรื่องลาออกไม่ใช่คำตอบ  เปิดพระคัมภีร์ ลูกา 14:28-30 บอกว่า เมื่อจะสร้างหอคอยจะไม่คำนวณค่าใช้จ่ายก่อนหรือ..มิฉะนั้นเมื่อวางรากฐานแล้วไปแล้ว แต่สร้างไม่สำเร็จ ทุกคนที่เห็นจะหัวเราะเยาะเขาพูดว่า คนนี้เริ่มก่อสร้าง แต่ทำไม่สำเร็จ...ก็เป็นอันจบไม่ต้องไปลาออกเพราะพระเจ้าได้บอกแล้วว่าไม่ให้ออก เริ่มแล้วต้องทำให้เสร็จทำให้สุด ๆ ก็เลยต้องยอมจำนน ไม่มีข้อแม้เพราะได้พิสูจน์หลายครั้งหลายคราแล้ว


พบพระเจ้าจากความผิดพลาด

          อีกครั้งหนึ่งได้ทำหน้าที่เป็นผู้อ่านบทอ่านในมิสซา วันนั้นทำผิดพลาดหลายอย่างเสียใจมากกลับมาบ้านกลุ้มใจเป็นเวลา 7- 8 วันเพราะพิธีมิสซาเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ควรที่จะทำอะไรผิดพลาด ให้อภัยตัวเองไมได้เลยและไม่กล้าที่จะไปอ่านแล้ว ไม่อยากทำผิด วันหนึ่งสวดภาวนาขอโทษพระเจ้าวันนั้นจิตนิ่งมาก เธออึ้งไปเลยไม่รู้ว่านานเท่าไร มีเสียงทีสื่อให้เธอเข้าใจว่า ลูกไม่ได้ทำผิดอะไร พระองค์ให้ลูกเป็นทุกข์หลายวันเนี่ยเพื่อเป็นการตีสอนนิดหน่อย เพราะผิดครั้งนี้ลูกจะจำ และจะไม่ทำผิดอีก

หลังจากเป็นทุกข์เสียใจสิ่งทั้งหลายมันหายไป เบาโล่งและมีความสุข ไม่เพียงแต่ทรงสอน พระองค์ยังรู้ว่าเราไม่ชอบทำอะไรที่ผิด พระองค์ยังพูดอีกว่าลูกจะได้ไม่ทำผิดอีก แต่หากไม่ทำอย่างนี้ คือให้เราเป็นทุกข์เสียใจ เราจะไม่จำ


การเป็นธรรมทูต

           เธอได้รับข้อความว่าจะมีฝึกอบรมอะไรต่าง ๆ แต่เกิดติดใจที่ PMG (การประกาศข่าวดีประจำวัด) ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร รู้สึกว่าอะไรนี้ ใช้เวลาอบรมยาวนานและต้องไปค้างคืนด้วยหรือ ปรกติถ้าวันสองววันก็พอได้ แต่มีความรู้สึกว่าอันนี้จะต้องไป พอบอกกับพระเจ้าว่าลูกจะไปแต่ไม่สบายต้องหายก่อน หลังจากนั้นอาการดีขึ้นมากจนเดือนมีนาคมก็ไปบอกเพื่อน ชวนเพื่อนไปด้วย เราไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ส่งตัวเองเข้ารับการอบรมคุณพ่อเจ้าวัดก็อนุญาต ชอบใจมากที่ได้รู้อะไรมากมาย กลับมาได้รู้จักพี่อ้วน พี่อ้วนไปพูดเรื่องการอบรม ในเวลานั้นมีคนบอกว่ามีการอบรมอาสาสมัครการสอนเด็ก ๆ เธอจึงบอกมีพี่อ้วนว่าจะไปด้วย จากนั้นก็ไปซอยสวนพลูไปเยี่ยมผู้ถูกกักกัน นี่เป็นจุดเริ่มต้นเพราะพี่อ้วนได้เล่าว่าพ่ออาเดียอาโนทำอะไรบ้าง ตอนนั้นก็ยังไม่ได้พูดเรื่องธรรมทูต มันตรงกับใจที่อยากจะทำ คืออยากจะช่วยคนแต่ทำไม่ถูก เราไม่รู้ว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไร PMG สอนให้ มีแบบฝึกหัด แต่เราคนเดียวจะทำอย่างไร ต้องรวมเพื่อน คุยกับเพื่อนว่าเราน่าจะรวมตัวกัน ผิดถูกอย่างไรก็เรียนรู้ สักพักพี่อ้วนบอกว่าพ่ออาเดียอาโนกำลังตั้งธรรมทูตหญิงก็เลยสมัครเข้า ก็สอดคล้องกับพี่ที่พูดว่า “วันหนึ่งเปิ้ลจะได้ช่วยงานพระเจ้า จะได้ทำงานสำคัญ ไม่ใช่งานเล็ก เป็นงานสำคัญ ผู้คนจะเจอเธอ รู้จักเธอ” พูดวันที่รับศีลล้างบาป เธอก็บอกไปว่าคงเป็นไปไม่ได้หรอก คิดภาพไม่ออกว่าจะเป็นหนึ่งของผู้ที่จะออกไปประกาศข่าวดี จะได้ไปพบเจอกับคนอื่น ๆ เยอะ นี้เธอยังไม่ได้ไปบอกพี่เขาเลยว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นจริงอีกแล้ว


ประวัติส่วนตัว

           เธอเกิดกรุงเทพฯ เรียนอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม จากนั้นได้ไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและตั้งใจจะทำงานอยู่ที่นั่น ในช่วงฤดูร้อนได้กลับมาช่วยงานเป็นอาสาสมัคร  เป็นล่ามให้กับยูเอ็นในการเตรียมผู้อพยพไปประเทศที่สาม ที่สุดพ่อได้ขอร้องให้เธออยู่เมืองไทยเพื่อดูแลพ่อและแม่จนทั้งสองเสียชีวิต จึงได้ทำธุรกิจส่วนตัวแต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเพราะถูกโกงมากมายแต่ก็ยังเอาตัวรอดมาได้

ความในใจ

             ก่อนหน้านั้นเป็นคนที่ไม่สนใจศาสนา แต่ได้สนใจตอนอายุสามสิบกว่า ๆ ตอนนี้ตั้งใจมาก ๆ เพราะเมื่อเป็นพุทธเราก็ทำเต็มที เมื่อมาเป็นลูกพระเจ้าแล้วก็ทำเต็มที่

ขอบคุณพระเจ้าที่เรียกแกะดำให้มาเป็นลูกของพระองค์ พระองค์ทรงมีเมตตาและให้อภัย เพื่อให้เราได้ส่งต่อออกไปอีก ขณะนี้รู้สึกมีความสุขมาก ๆ


(หมายเหตุ** บทความนี้เรียบเรียงจากการพูดคุยกับคุณเปิ้ล คนต้นเรื่อง มิได้มีเจตนาเพื่อการลบหลู่ความเชื่ออื่น แต่เพื่อการเรียนรู้จากชีวิตจริงของคนหนึ่งเท่านั้น)

เนื้อหาและบทเรียน