ccpcommandment07.jpgบทที่ 16 อย่าลักขโมย
จุดมุ่งหมาย
เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องสิทธิและหน้าที่ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ รู้จักเคารพสิทธิ ในทรัพย์สินของผู้อื่น และรู้จักหน้าที่ที่จะต้องแบ่งปันทรัพย์สินของตนแก่ผู้ที่ขัดสนต้องการด้วย

ขั้นที่  1  กิจกรรม
ครูเล่าเรื่องต่อไปนี้ให้ฟัง
 ปกติธรรมดาพ่อแม่มักรักลูก แต่ต้องรักอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่รักจนหลง  ลูกทำอะไรดูดีไปเสียทั้งหมด ลูกก็จะเสียคนง่าย  หรือเข้มงวดนัก  ลูกก็ประสาทกิน  ควรเดินสายกลางเป็นดีที่สุด  ที่พูดเช่นนี้เพราะไม่อยากให้พ่อแม่แต่ละคนต้องเสียลูกสุดทีรักไปโดยไม่ตั้งใจ

 ขอยกตัวอย่าง ป่อง (นามสมมุติ)  เป็นลูกชายคนเล็กที่ฉลาด  เรียนหนังสือเก่ง  และมีหัวทาอิเล็กทรอนิกส์  ป่องจะเก่งมาก เป็นความเก่งตามธรรมชาติโดยไม่ต้องเรียนด้วยซ้ำไป
 ป่องสามารถเปิดตู้เซฟทุกชนิดได้  แม้กระทั่งรถคันไหนถูกถอดชิ้นส่วน  หรือไม่มีกุญแจ ป่องสามารถขับรถคันนั้นออกไปได้  ทั้ง ๆ ที่ป่องอายุแค่ 13 ขวบ  แม่และพี่ ๆ รักและเอ็นดูป่องมาก มีหลายครั้งที่ป่องแอบหยิบเงินแม่และพี่โดยไม่รู้ตัว  แม่และพี่ก็ขำ……..มีการต่อว่ากันพอเหม็นปากเหม็นคอกันนิดหน่อย หลังจากนั้นก็รักกันเหมือนปาทองโก๋แบบเดิม ล่าสุดป่องเซ็นเช็คลายเซ็นเหมือนพ่อเปี๊ยบ  ไปเบิกเงินธนาคารไปใช้  ธนาคารเห็นเป็นลูกชายเลยจ่ายให้  ป่องเลยเอาเงินไปซื้อรถขับชนเล่นอย่างสบาย  ตอนหลังพ่อรู้ว่าป่องแอบปลอมลายเซ็น  พ่อเลยโกรธขาดใจ  ป่องจึงหนีออกจากบ้านไปอยู่กับเพื่อนทีไม่เอาไหน  ในที่สุดป่องก็ถูกจับฐานเป็นขโมย พี่สาวจึงชวนผู้เขียนไปด้วย  ภาพที่เห็นก็คือถูกจับทั้งแก๊ง  มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่  และมีป่องเป็นเด็กเพียงคนเดียวในแก๊ง เล่นเอาพี่สาวสงสารเข้าไส้  แล้วหันมาบอกผู้เขียนว่า “ดูซิ  ผู้ใหญ่มันทำได้  ชักชวนเด็กให้เสียคน” ตำรวจกลับบอกว่า “ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนบอกว่าเด็กคนนี้เป็นหัวหน้าชักชวนให้เขาเป็นโจรจนหมดอนาคตต่างหากล่ะ”

          คำพังเพยโบราณจึงใช้กับกรณีนี้ไม่ได้  เพราะแทนที่จะเป็น  “คบเด็กสร้างบ้าน”  กลายเป็น  “คบเด็กเข้าคุก”  ไปเสียฉิบ   (โดย  สุพัตรา  สุภาพ  จาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)

ขั้นที่ 2  กิจกรรม
ครูถามความรู้สึกของผู้เรียน
- รู้สึกอย่างไรเมื่อได้ฟังเรื่องนี้ ?
- ป่องเป็นคนอย่างไรในตอนแรก ?  ต่อมากลายเป็นคนอย่างไร ?
- อะไรเป็นสาเหตุให้ป่องเสียคน ?
      มีสองสิ่งที่เป็นจุดเด่นของเรื่องนี้คือ
- การขโมย  ซึ่งเริ่มตั้งแต่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกลายเป็นสิ่งใหญ่โตในภายหลัง
- การปล่อยปละละเลยของผู้ใหญ่โดยคิดว่าเป็นสิ่งเล็กน้อย  ยิ่งกว่านั้นยังสนับสนุนกลาย ๆ  หรือให้ท้ายอีกด้วย

สรุป  “ใครที่ซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย  จะซื่อสัตย์ในสิ่งใหญ่โตด้วย  และใครที่ไม่ซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย  ก็จะไม่ซื่อสัตย์ในสิ่งใหญ่โตเช่นกัน”  (ลก 16,10)

ขั้นที่  3   คำสอน
1. มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเหนือทรัพย์สิ่งของของตน  สิทธินี้เกิดมาจากธรรมชาติ  เพื่อให้มนุษย์สามารถมีสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ได้  จึงไม่มีใครบังอาจล่วงละเมิดสิทธิประการนี้  พระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาก็ได้ประทานพระบัญญัติประการที่ 7  เพื่อคุ้มครองสิทธิของมนุษย์คือ  “อย่าลักขโมย”  การลักขโมยก็คือการยึดเอาทรัพย์สิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตน  โดยที่เจ้าของไม่ยินยอมเต็มใจ  ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม  ต่อไปนี้ก็อยู่ในข่ายลักขโมยทั้งสิ้น  เช่น  การไม่คืนสิ่งของที่ยืมมา  การเก็บสิ่งได้แล้วไม่คืนเจ้าของ  การฉ้อโกง  การไม่จ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างตามความยุติธรรม  การค้ากำไรเกินควร   การฉ้อราษฎร์บังหลวง  การเบียดบังเวลาทำงานไปทำอย่างอื่น  การเก็บภาษีดอกเบี้ยเกินควร  การปลอมแปลงเช็คตั๋วแลกเงิน  และเอกสารการเงินอื่น ๆ  การทำลายทรัพย์สินส่วนบุคคลและส่วนรวม ที่ว่าอยู่ในข่ายลักขโมยก็เพราะว่า  การกระทำดังกล่าวล้วนเป็นการล่วงละเมิดสิทธิของผู้คนไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ตาสม

2. ภายใต้พระบัญญัติประการที่ 7  ที่ห้ามการลวงละเมิดสิทธิของผู้อื่น  โดยการลักขโมยนี้  ยังกินความถึงการห้ามทำลายทรัพยากรในธรรมชาติด้วย  เช่น  สัตว์  ต้นไม้  อากาศ  น้ำ  สิ่งของอื่นๆ  ทั้งนี้ก็เพราะพระเจ้าทรงสร้างสิ่งเหล่านี้มาเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติโดยส่วนรวม  ไม่มีใครมีสิทธิที่จะยึดหรือกระทำต่อสิ่งเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว  โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายต่อผู้อื่น  หรือเหมือนกับว่าตนเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้แต่เพียงผู้เดียว  ตัวอย่างเช่น  การทำลายป่า  ซึ่งส่งผลร้ายคือ  ทำให้เกิดความแห้งแล้ง  เพราะป่าเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำสายต่าง ๆ  ทั้งยังทำลายพงษ์พันธุ์สัตว์นานาชนิด  เพราะป่าเป็นที่พักพิงและเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ให้ดำรงชีวิตอยู่ได้  พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ขึ้นมาเพื่อเป็นเพื่อนร่วมโลกกับมนุษย์  และเป็นประโยชน์ให้มนุษย์ได้ใช้สอยในการยังชีพ  มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากสัตวได้  แต่มนุษย์ไม่มีสิทธิที่จะทำลายสัตว์เหล่านั้น  นอกจากนั้นการทำให้เกิดมลภาวะทางน้ำก็ดี  ทางอากาศก็ดี  ล้วนเป็นการลาวงละเมิดสิทธิของส่วนรวมทั้งนั้น

3. เพียงแต่ไม่ลักขโมย  คือไม่ล่วงละเมิดสิทธิในทรัพย์สิ่งของของผู้อื่น  หรือของส่วนรวม  ยังไม่พอ  พระบัญญัติประการที่ 7  ยังสั่งให้เราแบ่งปันทรัพย์สิ่งของที่เรามีแก่ผู้ที่ต้องการและขัดสนด้วย  สังคายนาวาติกันที่ 2  กล่าวกำชับไว้ว่า  “มนุษย์จะต้องเอาใจใส่ใช้สิ่งของที่ตนมีมิใช่เพื่อประโยชน์สุขของตนเพียงฝ่ายเดียว  แต่จะต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนอื่น ๆ ด้วย….เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับปัน  ส่วนทรัพย์สิ่งของของโลกนี้ตามควรแก่สถานะ  บรรดาปิตารย์และนักปราชญ์ของพระศาสนจักรจึงยืนยันเป็นเสียงเดียงกันว่า  มนุษย์มิใช่เพียงต้องแบ่งปันทรัพย์สิ่งของที่ตนมีอย่างฟุ่มเฟือยให้แก่คนยากจนขัดสนเท่านั้น  แต่มีหน้าที่ต้องแบ่งปันแม้กระทั่งทรัพย์สิ่งของที่ตนจำเป็นต้องมีต้องใช้ให้แก่เขาอีกด้วย….”  จงเลี้ยงคนที่กำลังจะหิวตายเพราะถ้าท่านไม่เลี้ยงเขา  ก็เท่ากับท่านฆ่าเขา”  (พระสาสนจักรในโลกปัจจุบัน  ข้อ 69)

4. พระบัญญัติประการที่ 7 ยังสั่งให้ซื่อสัตย์ต่อสัญญา  ข้อตกลงเกี่ยวกับการซื้อขาย เช่า จ้าง แลกเปลี่ยน  หนี้สิน  เพราะการไม่ซื่อสัตย์  คือไม่ถือตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสิทธิอันพึงมีของคู่กรณี  ในกรณีที่มีการบิดพลิ้วไม่ซื่อสัตย์ฝ่ายที่ผิดสัญญาหรือข้อตกลงมีหน้าที่ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นอยางไม่มีทางหลีกเลี่ยง  ศักเคียสกล่าวกับพระเยซูคริสต์อย่างกล้าหาญว่า  “ข้าพเจ้าขอยกทรัพย์สิ่งของของข้าพเจ้าครึ่งหนึ่งให้แก่คนยากจน  และหากข้าพเจ้าได้ฉ้อโกงใครเขามา  ข้าพเจ้าจะชดใช้ให้สี่เท่า”  และพระเยซูคริสต์ก็ตรัสว่า  “วันนี้ความรอดมาถึงบ้านนี้แล้ว….”  (ลก 19, 8-9)

ขั้นที่  4  ปฏิบัติ
ก. ข้อควรจำ
1. อย่าลักขโมย
2. “ใครที่ซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย  จะซื่อสัตย์ในสิ่งใหญ่โตด้วย  และใครที่ไม่ซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย  ก็จะไม่ซื่อสัตย์ในสิ่งใหญ่โตเช่นกัน”  (ลก  16,10)
3. พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา  และประทานสิทธิแก่มนุษย์ที่จะมีทรัพย์สิ่งของที่จำเป็น  หรือเป็นประโยชน์แก่การดำรงชีวิตเป็นของตนเอง  ซึ่งใครจะล่วงละเมิดมิได้
4. ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของส่วนรวม  ใครทำลายทรัพยากรธรรมชาติก็ล่วงละเมิดสิทธิของส่วนรวม
5. มนุษย์มิใช่เพียงต้องแบ่งปันทรัพย์สิ่งของที่ตนมีอย่างฟุ่มเหือยให้แก่คนยากจนขัดสนเท่านั้น  แต่มีหน้าที่ต้องแบ่งปันแม้กระทั่งทรัพย์สิ่งของตนที่จำเป็นต้องมีต้องใช้ให้แก่เขาอีกด้วย

ข.  กิจกรรม   
ประดิษฐ์อักษร  “ซื่อกินไม่หมด   คดกินไม่นาน”  ลงในกรอบ  ตกแต่งระบายสีให้สวยงาม  เสร็จแล้วนำมาติดแสดงหน้าชั้น

ร้องเพลงพร้อมท่าทางประกอบ
   
ความซื่อสัตย์
ความซื่อสัตย์เป็นสมบัติของผู้ดี  หากว่าใครไม่มี 
ชาตินี้เอาดีไม่ได้  มีความรู้ท่วมหัว  เอาตัวไม่รอดถมไป 
คดโกงแล้ว   ใครจะรับไว้ให้ร่วมการงาน