ข้อคิดวันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2012
ไปเยี่ยมผู้ป่วยกันเถอะ 
            ถามเพื่อนคนหนึ่งว่า “อาทิตย์นี้จะไปไหน” เพื่อนตอบว่า “จะไปเยี่ยมผู้ป่วยแถวบ้าน” ผมเองก็อยากรู้ใครเจ็บไข้ได้ป่วย และสำคัญอย่างไรจนทำให้เพื่อนต้องไปออกเยี่ยมเช่นนี้ เขาบอกให้ไปอ่าน “พระวรสารประจำอาทิตย์นี้”

 


             บทพระวรสารประจำอาทิตย์นี้เล่าถึงการเข้าไปรักษาแม่ยายของเปโตรและอันดรูร์สาวกของพระองค์ “มารดาของภรรยาซีโมน(เปโตร)กำลังป่วยอยู่เป็นไข้อยู่ เขาจึงทูลพระองค์ให้ทรงทราบทันที พระองค์เสด็จเข้าไปจับมือนาง พยุงขึ้นนางก็หายไข้ นางจึงรับใช้ทุกคน”(มาระโก 1:30-31)


            นี่เองที่เป็นแรงจูงใจ...เพราะพระเจ้าสั่งมา...ดังนั้นการเยี่ยมเยือนผู้เจ็บไข้ได้ป่วยจึงเป็นพันธกิจที่เป็นกุศลประการหนึ่งของเราคริสตชน 

            การเจ็บไข้ได้ป่วยจนต้องนอนอยู่กับเตียงนั้นไม่ได้เป็นจุดประสงค์ของชีวิต คนเราต้องออกไปโน้นไปนี้ มีกิจกรรมต่างๆให้กระทำมากมาย ไปทำงาน ไปเที่ยว เล่นกีฬา พักผ่อน ร้องเพลง ฯลฯ ยิ่งคนที่เคยทำงานอยู่เป็นประจำแต่ต้องมานอนซมอยู่กับเตียงช่วยตนเองไม่ได้ ยิ่งรู้สึกเป็นทุกข์หนักเข้าไปอีก


            บทอ่านที่หนึ่งเราได้ฟังความในใจของโยบที่รำพึงรำพรรณถึงชีวิตที่ตกต่ำของตนเองว่า “แต่ละเดือนชีวิตของข้าพเจ้าก็ผ่านไปโดยไร้ความหมาย แต่ละคืนก็มีแต่ความทุกข์ฉันนั้น เมื่อนอนลงข้าพเจ้าก็จะพูดว่า ข้าพเจ้าจะลุกขึ้นเมื่อไร กลางคืนก็ยาวนาน และข้าพเจ้าก็พลิกตัวไปมาจนรุ่งเช้า”


            ดังนั้นใครที่ยังแข็งแรงอยู่ก็ขอให้ขอบพระคุณพระเจ้า และรักษาสุขภาพของตนไว้ให้ดี และหาเวลาออกไปเยี่ยมคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยเพื่อให้กำลังใครพวกเขาด้วย นี้คือการแสดงความรักของเราคริสตชน นักบุญเปาโลพูดไว้อย่างน่าคิดว่า “ข้าพเจ้าทำตนเป็นผู้อ่อนแอเพื่อเอาชนะใจผู้อ่อนแอ ข้าพเจ้าเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน..ข้าพเจ้าทำทุกอย่างเพราะเห็นแก่ข่าวดี”(1 โครินธ์ 9:22) และ ”จงร่วมยินดีกับผู้ที่ยินดี จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้”(โรม 12:15)

พูดเรื่องการเยี่ยมผู้ป่วย ผมมีเรื่องเล่าให้ท่านได้ฟังเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องจริงจากคนในครอบครัวหนึ่ง


              คุณแดงและคุณโบตั๋น สองแม่ลูกสังกัดวัดพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์ สามพราน นครปฐม คุณแดงแต่งงานกับคาทอลิกมายี่สิบกว่าปีแล้ว แต่เพิ่งตัดสินใจที่จะมาเป็นคาทอลิกเมื่อเดือนเมษายน 2011  ทั้งนี้เนื่องมาจากอาการเจ็บป่วยและการจากไปของน้องสาว 


 แต่งงานกับคาทอลิกแต่ยังไม่ได้เป็นคาทอลิก

               ไม่ใช่คุณแดงเท่านั้นที่ได้แต่งงานกับคาทอลิก น้องสาวของคุณแดงเองก็ได้แต่งงานกับคาทอลิกด้วยเช่นกัน ทั้งสองแต่งงานแบบต่างคนต่างถือศาสนาของตนเอง ส่วนน้องสาวนั้นได้เข้ามาเป็นคาทอลิกและเป็นคาทอลิกที่เคร่งครัดคนหนึ่ง คุณแดงและลูกสาวมีความคุ้นเคยกับคาทอลิกเพราะน้องสาวคนนี้มักจะชวนและพามาร่วมพิธีที่วัดคาทอลิกเป็นประจำ เป็นต้นน้องสาวคุณแดงซึ่งเป็นคุณน้าของคุณโบตั๊นมีความเอ็นดูคุณโบตั๊นเป็นพิเศษ


ประทับใจการเยี่ยมผู้ป่วยแบบคาทอลิก

           ขณะที่น้องสาวของคุณแดงนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ คุณแดงและคุณโบตั๋นเองได้มาเฝ้าปฏิบัติตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองสังเกตเห็นและรู้สึกอบอุ่นใจคือ การที่ได้เห็นคุณพ่อบาทหลวง พลมารี ญาติพี่น้องฝ่ายสามีที่เป็นคาทอลิกได้มาเยี่ยมเยือนแล้วพากันสวดภาวนา สวดสายประคำ ขับร้องเพลง ซึ่งทำให้น้องสาวของคุณแดงมีกำลังใจและชื่นชอบมาก เป็นต้นบทเพลง “พักพิงในพระเจ้า” คุณโบตั๋นเองก็สวดได้บ้างเป็นบางบท แต่รู้สึกว่าพี่น้องคาทอลิกสวดให้คุณน้าของเธอนานมาก ซึ่งทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและมีกำลังใจเช่นกัน เป็นต้นคำพูดของพี่น้องที่มาเยี่ยมคุณน้าต่างบอกว่า “ไม่เป็นไรนะ...อยู่กับพระเจ้านะ...ขอพระเจ้าคุ้มครองนะ” ทำให้เธอรู้สึกดีมากๆ ส่วนคุณแดงเองเมื่อเห็นน้องเจ็บปวดมากๆ ก็ได้ไปยืนอธิษฐานต่อหน้ารูปแม่พระที่โรงพยาบาลนั้น โดยบอกกับแม่พระว่า “ขอให้น้องสาวได้หายจากโรคร้ายหรือไม่ก็ให้จากไปด้วยความสงบ แล้วจะมาเป็นลูกของพระเจ้า” ที่สุดน้องสาวก็จากไปอย่างสงบ


เริ่มเรียนคำสอน

                หลังจากที่น้องสาวจากไป ทั้งสองจึงได้มาเรียนคำสอนกับคุณพ่อชัชวาล ศุภลักษณ์ และคุณพ่อสหพล ตั้งถาวร สำหรับการเรียนคำสอนนั้น คุณพ่อได้นำเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมมาวิเคราะห์พูดคุยแล้วใช้พระคัมภีร์เป็นคำตอบในการดำเนินชีวิต ที่สุดทั้งสองตัดสินใจเข้ามาเป็นลูกของพระเจ้าโดยผ่านทางศีลล้างบาปและศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ในขณะที่เข้าพิธีล้างบาปนั้น คณะขับร้องได้ร้องเพลง “พักพิงในพระเจ้า” ซึ่งเป็นบทเพลงที่ญาติผู้ล่วงลับชื่นชอบด้วย คุณโบตั๋นจึงพูดกับญาติๆว่า “คุณน้าคงรับรู้และดีใจกับเราด้วย”