ศูนย์คริสตศาสนธรรมสังฆมณฑลราชบุรี
CATECHETICAL CENTER OF RATCHABURI DIOCESE

ทำไมเยาวชนคริสตชนจึงละทิ้งพระศาสนจักร..
และเราจะทำอย่างไร

         งานวิจัยของ Barna group ที่สรุปผลนำเผยแพร่ในเว็ปไซต์ www.catholicmissionarydisciples.com มีหลายประเด็นที่ควรนำมาไตร่ตรองกับสถานการณ์ของเยาวชนในประเทศไทย

         โครงการวิจัยนี้ใช้เวลาเก็บข้อมูล 5 ปีโดยการสัมภาษณ์เยาวชน ผู้ใหญ่ตอนต้น พ่อแม่ ผู้อภิบาลที่ยังหนุ่มสาวและผู้อภิบาลอาวุโสจาก 8 ประเทศ การศึกษาผู้ใหญ่วัยต้นนี้ เน้นบุคคลที่เคยไปโบสถ์อย่างสม่ำเสมอในระหว่างที่มีอายุอยู่ในช่วงสิบปีขึ้นไปถึงยี่สิบปี และสอบถามถึงสาเหตุที่ละทิ้งพระศาสนจักรหลังจากที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป

          สาเหตุที่ทำให้เยาวชนละทิ้งพระศาสนจักรนั้นแบ่งออกเป็น 6 ประการ โดยไม่มีเหตุผลใดโดดเด่นเป็นพิเศษ จากภาพรวมพบว่า เยาวชน 3 ใน 5 คน หรือร้อยละ 59 ไม่ได้ติดต่อพระศาสนจักรอย่างถาวรหรือเป็นระยะเวลาที่นานหลังจากที่มีอายุ 15 ปี

เหตุผลที่ 1 – “พระศาสนจักรใช้ระบบการปกป้องมากเกินไป” (overprotective)

เหตุผลที่ 1 – “พระศาสนจักรใช้ระบบการปกป้องมากเกินไป” (overprotective)
          คุณลักษณะของเยาวชนและผู้ใหญ่ตอนต้นมีความคิดหรืออยู่ในกระแสวัฒนธรรมของสังคมสมัยใหม่ ในฐานะคริสตชนพวกเขาอยากให้ความเชื่อในพระเยซูคริสต์เชื่อมโยงกับโลกที่พวกเขาดำรงอยู่ แต่จากประสบการณ์ในฐานะคริสตชนของพวกเขากลับพบว่ามีความอึดอัด เก็บกด มีความกลัวหรือเสี่ยงในการดำเนินชีวิต พวกเขา 1 ใน 4 (ร้อยละ 23) ที่มีอายุระหว่าง 18- 29 ปีกล่าวว่า “คริสตชนแยกทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่นอกพระศาสนจักร” จำนวนร้อยละ 22 เห็นว่า “พระศาสนจักรไม่ให้ความสนใจปัญหาของโลก” และร้อยละ 18 รู้สึกว่า “พระศาสนจักรของฉันกังวลว่าภาพยนตร์และวีดีโอเกมเป็นสิ่งที่อันตรายมากเกินไป”

ความคิดเห็นของผู้เขียน
              ผู้เขียนบทความนี้แสดงความเห็นว่า สำหรับปัญหานี้บรรดาเยาวชนคริสตชนไม่ได้รับการตอบสนองต่อความเจ็บปวดหรืออันตรายจากวัฒนธรรมที่พวกเขาเผชิญ และพวกเขาไม่ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบของวัฒนธรรมต่าง ๆ เหล่านั้น ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังได้ซึมซับและยอมรับวัฒนธรรมเหล่านั้นว่ามีคุณค่า และพบว่าความเชื่อมีอะไรที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมเหล่านั้น ในส่วนของพระศาสนจักรเองก็ไม่ได้ฝึกอบรมหรือเสริมสร้างพวกเขาให้เป็นศิษย์พระคริสต์ที่แท้จริงก่อน แล้วจึงให้พวกเขาเข้าสู่สังคม แต่กลับปล่อยให้วัฒนธรรมประกาศข่าวดีและหล่อหลอมพวกเขาแทน หมายความว่าปล่อยให้วัฒนธรรมอยู่เหนือกว่าความเชื่อและชี้นำพวกเขา สอนพวกเขาว่าจะพบความสุขได้อย่างไรและที่ไหน

เหตุผลที่ 2 – เยาวชนและผู้ใหญ่ตอนต้นมีประสบการณ์ความเชื่อที่ผิวเผิน

เหตุผลที่ 2 – เยาวชนและผู้ใหญ่ตอนต้นมีประสบการณ์ความเชื่อที่ผิวเผิน
           เหตุผลที่ 2 ที่ทำให้เยาวชนทิ้งพระศาสนจักรคือการขาดประสบการณ์กับพระศาสนจักร เยาวชน 1 ใน 3 (ร้อยละ 31 ) กล่าวว่า “พระศาสนจักรน่าเบื่อ” เยาวชน 1 ใน 4 (ร้อยละ 24) ของวัยผู้ใหญ่ตอนต้นกล่าวว่า “ความเชื่อไม่ได้เกี่ยวข้องกับรายได้หรือผลประโยชน์ของฉัน” หรือ เยาวชนร้อยละ 23 กล่าวว่า “การสอนพระคัมภีร์ไม่ชัดเจนหรือไม่เพียงพอ” ที่น่าเศร้าคือผู้ตอบจำนวน 1 ใน 5 (ร้อยละ 20) ของเยาวชนที่ไปโบสถ์ในขณะที่อยู่ในวัยรุ่น (teenager) กล่าวว่า “ดูเหมือนว่าพระเจ้าได้หายไปจากประสบการณ์ของฉันแล้ว”

ความคิดเห็นของผู้เขียน
           เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าพวกเราจะไม่รู้ แต่ปัญหาก็คือเราได้ทำอะไรกันบ้าง หรือถ้าทำก็ทำแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น บ่อยครั้งเราผูกมัดหรือยัดเยียดให้เยาวชนมากกว่าที่จะเข้าไปนั่งในชีวิตของพวกเขา ดังนั้นเราจะควรให้โอกาสที่ท้าทายพวกเขาให้ติดตามพระเยซูและดำเนินชีวิตตามความเชื่อ เป็นต้นสำหรับครอบครัวสมัยใหม่ ที่มักจะมอบหน้าที่การฝึกอบรมให้กับโบสถ์และโรงเรียน และหลายครั้งพ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่ได้เป็นแบบอย่างหรือสอนความเชื่อในบ้านของตน เราอยากให้โบสถ์มีความสำคัญกว่าวัฒนธรรมหรือไม่ แน่นอน แต่ถ้าเราไม่มีการศึกษาพระคัมภีร์ ไม่มีการภาวนา การส่งเสริมกระแสเรียก หรือเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ สิ่งนั้นคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เหตุผลที่ 3 – พระศาสนจักรขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์

เหตุผลที่ 3 – พระศาสนจักรขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์
          อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เยาวชนรู้สึกไม่สบายใจที่จะติดต่อกับพระศาสนจักรหรือละทิ้งความเชื่อไปก็คือความรู้สึกตึงเครียดระหว่างการเป็นคริสตชนกับวิทยาศาสตร์ การรับรู้หรือความเข้าใจของพวกเขาโดยทั่วไปก็คือ “คริสตชนมั่นใจตนเองมากเกินไปว่าพวกเขารู้คำตอบทุกอย่าง” (ร้อยละ 35 ) ผู้ใหญ่ตอนต้นจำนวน 2 ใน 10 (ร้อยละ 29) มีภูมิหลังที่รู้สึกว่า “พระศาสนจักรก้าวตามโลกแห่งวิทยาศาสตร์ที่เราดำรงชีวิตอยู่ไม่ทัน” เยาวชนจำนวน 1 ใน 4 (ร้อยละ 25) เข้าใจว่า “คริสต์ศาสนาต่อต้านวิทยาศาสตร์” และมีเยาวชนจำนวนใกล้เคียงกัน (ร้อยละ 23 ) ที่กล่าวว่า “ได้หันเหออกไปเมื่อได้ถกเถียงกันระหว่างเรื่องการสร้างโลกกับเรื่องวิวัฒนาการ” ยิ่งไปกว่านั้นผลงานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าเยาวชนคริสตชนจำนวนมากที่สนใจวิทยาศาสตร์มีความยากลำบากที่จะซื่อสัตย์ต่อความเชื่อกับอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม”

ความคิดเห็นของผู้เขียน
         ผู้เขียนคิดว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของพระศาสนจักรคาทอลิกเท่ากับนิกายที่เคร่งครัดอื่นๆ (fundamentalist) แต่เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ คาทอลิกหลายคนคงคิดถึงเรื่องของกาลิเลโอ (ในฐานะที่สอนขัดแย้งกับพระศาสนจักร) เรื่องการทำแท้ง และการค้นคว้าเรื่องการสร้างเซลล์กำเนิดทารกในครรภ์ของมารดาว่าเป็นเรื่องการขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ แต่จากประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าพระศาสนจักรคาทอลิกขอบคุณความก้าวหน้าและประโยชน์ที่ได้รับจากวิทยาศาสตร์ พระศาสนจักรเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับโลกที่พระเจ้าประทานให้ แต่ต้องมีจุดประสงค์เพื่อรับใช้ความดีของมนุษยชาติ เราต้องไม่เพียงแค่ว่า “ทำได้ไหม” แต่ควรถามว่า “สมควรทำไหม”

เหตุผลที่ 4 – เยาวชนคริสตชนเห็นว่าคำสอนเรื่องเรื่องเพศของพระศาสนจักรไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน

เหตุผลที่ 4 – เยาวชนคริสตชนเห็นว่าคำสอนเรื่องเรื่องเพศของพระศาสนจักรไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน
         ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันบรรดาเยาวชนสามารถเข้าถึงเรื่องเพศและวัฒนธรรมทางเพศที่ก้าวล้ำได้อย่างอิสระโดยผ่านทางสื่อสมัยใหม่ต่าง ๆ ทำให้พวกเขาเกิดความตึงเครียดและขัดแย้งในตัวเองว่าพวกเขาจะสามารถปฏิบัติตนตามความคาดหวังและคำสอนของพระศาสนจักรในเรื่องของความบริสุทธิ์และเรื่องเพศได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนุ่มสาวในปัจจุบันที่เลื่อนเวลาการแต่งงานให้ช้าลง หรือไม่นิยมการแต่งงานเหมือนในอดีต

         ผลการวิจัยพบว่าคริสตชนหนุ่มสาวจำนวน 1 ใน 6 (ร้อยละ 17) กล่าวว่า “เคยทำผิดและรู้สึกถูกตัดสินจากพระศาสนจักรเพราะการกระทำนั้น” ประเด็นทางเพศที่เด่นชัดในเยาวชนคาทอลิกที่มีอายุระหว่าง 18-29 ปี จำนวน 2 ใน 5 (ร้อยละ 40 ) กล่าวว่า “คำสอนของพระศาสนจักรเรื่องเพศและการคุมกำเนิดเป็นเรื่องที่ล้าสมัย”

ความคิดเห็นของผู้เขียน
           เมื่อท่านไม่มีอะไรที่จะพูดว่า “ทำได้” เกี่ยวกับเรื่องเพศ ท่านก็จะยึดคำสอนของคาทอลิกที่เกี่ยวกับเรื่องเพศที่มักจะบอกว่า “ทำไม่ได้” แต่นี้ไม่ใช่เรื่องที่พระศาสนจักรสอน เราสอนว่า “ไม่” ในเรื่องของการมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนการแต่งงาน การทำแท้ง และบาปอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ แต่เรายังเน้นการสอนเรื่องชีวิต ความบริสุทธิ์ ความสัมพันธ์ที่ดีและถูกต้อง ความสมบูรณ์ทางร่างกายและจิตใจ ฯลฯ แต่ถ้าเยาวชนของเรารู้แต่ห้ามโน้นห้ามนี้ เรื่องอื่น ๆ จึงดูไร้ความหมาย ทางออกสำหรับปัญหานี้คือการสอนเรื่องเพศที่เหมาะสมกับวัยโดยอาศัยพ่อแม่หรือผู้ปกครอง โดยให้มีคำสอนของพระศาสนจักรเรื่องเทววิทยาของร่างกายเป็นพื้นฐาน

เหตุผลที่ 5 – พวกเขาต่อสู้กับกับธรรมชาติของคริสตชนที่มีลักษณะปิดตัวเอง

เหตุผลที่ 5 – พวกเขาต่อสู้กับกับธรรมชาติของคริสตชนที่มีลักษณะปิดตัวเอง
         คนหนุ่มสาวอเมริกันได้รักการหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมที่มีความมั่นใจตนเอง เป็นสังคมที่เปิด ใจกว้างและยอมรับกัน นอกจากนั้นยังเป็นคนที่อยู่ในยุคของการผสมผสานในประวัติศาสตร์ของชาติอเมริกาในความหมายที่ว่าทั้ง ชนชาติ เชื้อชาติ เพศ ศาสนา เครื่องมือทางเทคโนโลยี และแหล่งกำเนิดของอำนาจ ผู้ใหญ่ตอนต้นส่วนมากต้องการที่จะมีพื้นที่ส่วนรวมระหว่างกันและกัน บางครั้งแม้แต่จะเป็นเรื่องซุบซิบถึงความแตกต่างระหว่างกัน

        เยาวชนคริสตชนจำนวน 3 ใน 10 (ร้อยละ 29) กล่าวว่า “โบสถ์ต่าง ๆ กลัวความเชื่อของลัทธิความเชื่อคนอื่น” และอีกจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าโบสถ์ “บังคับให้เลือกระหว่างความเชื่อของฉันกับเพื่อนของฉัน” จำนวน 1 ใน 5 (ร้อยละ 22 ) กล่าวว่า “โบสถ์เป็นเหมือนคลับของหมู่บ้าน ที่มีเฉพาะคนในเท่านั้น”

ความคิดเห็นของผู้เขียน
        นี่ไม่ใช่คำสอนของคาทอลิกแน่ๆ แต่เป็นมุมมองของคนต่างความเชื่อที่น่าสนใจ พระศาสนจักรเองประกอบด้วยคนบาปที่สามารถสมาคมหรือหาพื้นที่ร่วมกันกับคนต่างความเชื่ออื่น ๆได้ แน่นอนมีหลักคำสอนบางประการที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ ซึ่งเราจำเป็นต้องสอนหลักและยืนยันถึงพื้นฐานความเชื่อนั้น แน่นอนอาจจะมีโบสถ์บางแห่งที่ไม่ค่อยให้การต้อนรับและลำบากที่จะเข้าร่วมกิจกรรม คนของพระเจ้าควรที่จะมองออกไปข้างนอก ไม่ใช่มองกันแต่ภายใน ปัจจุบันปัญหานี้เราพบได้ในวัฒนธรรมที่เปิดรับทุกอย่างมากกว่าความจริง เป็นสัมพันธภาพเชิงจริยธรรม (Relativism) ที่พระศาสนจักรไม่ยออมรับและเราต้องต่อสู้กับปรัชญาที่ผิดๆ นี้ต่อไป

เหตุผลที่ 6 – พระศาสนจักรไม่เป็นมิตรกับบุคคลที่มีความสงสัย

เหตุผลที่ 6 – พระศาสนจักรไม่เป็นมิตรกับบุคคลที่มีความสงสัย
           ผู้ใหญ่ตอนต้นมีประสบการณ์กล่าวว่าพวกเขาไม่มีโอกาสหรือพื้นที่ที่อนุญาตให้พวกเขาได้แสดงออกถึงความสงสัยต่าง ๆ พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยและคนอื่นอาจจะเห็นว่าเรื่องนั้นไม่เป็นสาระ และยังรู้สึกว่าพระศาสนจักรไม่ได้ตอบสนองความสงสัยของพวกเขา หรือถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
ความรู้สึกในเรื่องนี้รวมถึงการที่ “ไม่สามารถถามคำถามที่กดดันชีวิตของฉันในพระศาสนจักร” (ร้อยละ 36) และมี “ความสงสัยที่สำคัญๆ ในด้านความคิดและเหตุผลหรือทางสติปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อ” (ร้อยละ 23) ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือของพระศาสนจักรที่มีกับบรรดาเยาวชนที่รู้สึกอยู่ชายขอบ พวกเขาจำนวน 1 ใน 6 คน (ร้อยละ 18) ที่มีภูมิหลังทางคริสตศาสนากล่าวว่า “ความเชื่อของพวกเขาไม่ได้ช่วยเรื่องความเก็บกดหรือปัญหาด้านอารมณ์อื่นๆ ของพวกเขา”

ความคิดเห็นของผู้เขียน
           เรามักจะขายคริสต์ศาสนาให้ผู้อื่นเหมือนยกแผงความคิดให้พวกเขา ดูเหมือนว่าเรามักจะบอกคนอื่นให้ยอมรับความท้าทายของคริสต์ศาสนาทุกอย่าง เราไม่อดทนหรืออดทนเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะให้อิสระคนอื่นได้สงสัย ได้กลัว และสรุปความแตกต่างมากกว่าของเรา เราต้องเปิดใจและอดทนมากขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเก็บกดหรือกดันของผู้อื่น พระเยซูเจ้าไม่ได้ทำให้สานุศิษย์ของพระองค์เป็นคนสมบูรณ์แบบหลังจากที่อยู่กับพวกเขาในเวลาสามปี

เราจะต้องทำอะไร
            พระศาสนจักรจะต้องปรับเปลี่ยนหลายเรื่องด้วยกันเพื่อจะได้ตอบสนองต่อบุคคลในวัยนี้อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าหวังว่า ข้าพเจ้ามีคำตอบทั้งหมดแล้ว และบางทีข้าพเจ้าก็พูดเหมือนว่าได้ปฏิบัติมาแล้ว แต่ความจริงยังไม่ได้ทำ ยิ่งกว่านั้นยังเรียกร้องทุกคน คือ พระศาสนจักรให้กระทำอีกด้วย ดังนั้นเราต้องไม่คอยหรือเรียกร้องให้คนอื่นกระทำ เราเองต้องทำการประกาศข่าวดีให้มากขึ้นและมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือพันธกิจของพระศาสนจักร คือ จงไปสร้างศิษย์ทั่วแผ่นดินโลก

         1. เราต้องการพ่อแม่คาทอลิกที่ดี เมื่อพิจารณาบทบาทของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง โบสถ์ต่าง ๆ ควรที่จะให้ความสำคัญเรื่องการฝึกอบรมให้ผู้ที่เป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง เพื่อให้พวกเขาได้ฝึกอบรมลูกหลายต่อไป นี้เป็นสิ่งที่พระศาสนจักรสาวกได้สอนไว้ คือ หน้าที่การประกาศข่าวดี การเป็นศิษย์ของพระคริสต์ และการฝึกอบรมนี้ควรเน้นไปยังบรรดาผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ แต่โบสถ์ของเรากลับทำตรงกันข้าม ถ้าเราได้ผู้ใหญ่ เราก็จะได้เด็ก ๆ ด้วย

       2. เราต้องการศาสนบริการเยาวชนที่ฝึกอบรมพวกเขาให้เป็นศิษย์พระคริสต์ที่ดีกว่านี้ เมื่อพูดว่าการฝึกอบรม ไม่ได้หมายความว่าการนั่งเรียนอยู่ในห้อง นั้นเพียงพอแล้ว เมื่อเราสอนเรื่องความยุติธรรมในสังคม เราต้องให้เขาได้เรียนรู้จากปรากฏการณ์จริง เมื่อสอนเรื่องเพศให้นำแบบอย่างของคู่สมรสหนุ่มสาวมาเป็นกรณีศึกษา เมื่อสอนเรื่องการที่พระเจ้าเสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ (Incarnation) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เราต้องพวกเขานมัสการพระเจ้า สอนเขาให้ภาวนา สอนเขาให้รักพระเยซู ไตร่ตรองพระคัมภีร์อยู่เสมอ และต้องทำอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอเน้นว่าการอภิบาลเยาวชนเช่นนี้มีหลายคนหลายแห่งได้ทำแล้ว แต่อีกหลายคนและหลายแห่งยังไม่ได้ทำ

       3. เราต้องการศาสนบริการเยาวชนหรือศูนย์เยาวชนที่ดีกว่านี้ เรามีศูนย์เยาวชนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบเยาวชนทุกเขต แต่เราได้ทำอะไรกันบ้าง เรามีศูนย์เยาวชนที่เข้มแข็งถึงร้อยละ 50 หรือไม่

      4. เราต้องการศาสนบริการผู้ใหญ่ตอนต้นมากขึ้น ไม่ใช่แค่กลุ่มสำหรับเยาวชนที่ยังไม่ได้แต่งงานเท่านั้น แต่คู่แต่งงานหนุ่มสาวก็ควรมีกลุ่มเพื่อการอภิบาลด้วย

      5. สุดท้าย เราต้องการบุคลากรที่ทุ่มเททำงานเพื่อเยาวชน บุคคลที่พร้อมที่จะเดินเคียงข้างกับพวกเขา เป็นที่ไว้วาใจ พาพวกเขาให้พร้อมจะกลับใจ ช่วยพวกเขาให้ติดตามพระคริสต์ ฯลฯ นี้เป็นงานที่ยากลำบาปและต้องใช้เวลา แต่นี้เป็นคำสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ให้พวกเราได้นำไปปฏิบัติ

ข่าว-ประชาสัมพันธ์

พิธีบูชาขอบพระคุณโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์และปิดการอบรม ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อนสังฆมลฑลราชบุรี ครั้งที่ 52
🙏พิธีบูชาขอบพระคุณโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์และปิดการอบรม ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อนสังฆมลฑลราชบุรี ครั้งที่ 52 วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2026 ณ วัดน้อยสามเณราลัยแม่พระนิรมล...
"ครูคำสอนผู้จาริกแห่งความหวัง” (Pilgrims of Hope)งานชุมนุมครูคำสอนระดับชาติ ครั้งที่ 7 ศูนย์คริสตศาสนธรรมราชบุรีจัดการแสวงบุญให้กับครูคำสอน ในโอกาสไปร่วม งานชุมนุมครูคำสอนระดับชาติ ครั้งที่...
การประชุมผู้นำด้านการสอนคำสอนแห่งเอเชีย
🎯การประชุมผู้นำด้านการสอนคำสอนแห่งเอเชีย "ก้าวเดินไปด้วยกันในฐานะพยานแห่งความหวัง" คุณครูกฤติยา อุตสาหะ เจ้าหน้าที่ศูนย์คริสตศาสนธรรมและอาจารย์พิเศษ วิทยาลัยแสงธรรมร่วมประชุมผู้นำด้านการสอนคำสอนของสภาพระสังฆราชในทวีปเอเชียณ ศูนย์คาทอลิกพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่...

Youcat-คำสอนเยาวชน

Youcat 089 พระเยซูเจ้าทรงสัญญาถึงพระอาณาจักรของพระเจ้ากับผู้ใด ?
พระเยซูเจ้าทรงสัญญาถึงพระอาณาจักรของพระเจ้ากับผู้ใด ? YOUCAT 89 บอกกับเราว่า.....
Youcat 240 ความเจ็บป่วยในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมตีความว่าอย่างไร ?
😍ความเจ็บป่วยในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมตีความว่าอย่างไร ?YOUCAT 240 บอกเราว่า.... ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม...
Youcat 295 มโนธรรม คืออะไร ?
📍มโนธรรม คืออะไร ?YOUCAT 295 บอกเราว่ามโนธรรม...

พระวาจานำชีวิต

พระเยซูเจ้าทรงสมัครใจ เต็มใจในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า
พระเยซูเจ้าทรงสมัครใจ เต็มใจในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จสมบูรณ์ในพระองค์ ให้พระวาจาพระเจ้าเป็นเสียงแรกที่เราจะฟังและนำไปปฏิบัติเช่นเดียวกับพระองค์ พระยาห์เวห์...
พระเยซูเจ้าทรงเป็นการกลับคืนชีพและเป็นชีวิต
พระเยซูเจ้าทรงเป็นการกลับคืนชีพและเป็นชีวิต ใครที่เชื่อในพระองค์จะได้รับชีวิตนิรันดร์ มารับพระวาจาพระเจ้าที่ให้กำลังใจและให้ความมั่นใจว่า ถ้าเราเชื่อและดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์ ทูตสวรรค์กล่าวแก่สตรีทั้งสองคนว่า...
พระเจ้าทรงมองที่จิตใจ ไม่ใช่ที่รูปลักษณ์ภายนอก
จงมีกำลังใจว่าพระเจ้าทรงมองที่จิตใจของเรา ไม่ใช่ที่รูปลักษณ์ภายนอก ขอให้พระวาจาพระเจ้าส่องสว่างนำทางเรา พระยาห์เวห์ตรัสกับซามูเอลว่า “อย่าสนใจมองแต่รูปร่างหน้าตาหรือความสูงของเขา...

คู่มือแนะแนวการสอนคำสอน ค.ศ.2020

DC267 ผู้สูงอายุต้องได้รับการสอนคำสอนอย่างเพียงพอ
ผู้สูงอายุต้องได้รับการสอนคำสอนอย่างเพียงพอ ได้รับการเอาใจใส่ในมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของเงื่อนไขแห่งความเชื่อของพวกเขา “ในกรณีที่ผู้สูงอายุอาจจะมีความเชื่อที่สมบูรณ์และเข้มแข็ง การสอนคำสอนต้องเป็นลักษณะการนำไปสู่ความสมบูรณ์ของกระบวนการแห่งความเชื่อ ด้วยท่าทีของการขอบคุณและการมีความหวังในชีวิตหน้าอย่างเต็มเปี่ยม...
DC266 พระศาสนจักรมองว่าผู้สูงอายุเป็นของขวัญจากพระเจ้า เป็นทรัพยากรสำหรับชุมชนและถือว่างานอภิบาลพวกเขาเป็นงานที่สำคัญ
ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีมรดกแห่งความทรงจำและมักจะรักษาคุณค่าของสังคมการตัดสินใจทางสังคมและการเมืองที่ไม่ยอมรับศักดิ์ศรีของพวกเขาจะถูกมองว่าบุคคลนั้นมุ่งต่อต้านสังคม “พระศาสนจักรไม่สามารถและไม่ต้องการที่จะปฏิบัติตามความคิดว่าความไม่อดทน และความเฉยเมยและการดูหมิ่นในวัยชราว่ามีน้อยลง” แต่พระศาสนจักรมองว่าผู้สูงอายุเป็นของขวัญจากพระเจ้า เป็นทรัพยากรสำหรับชุมชนและถือว่างานอภิบาลพวกเขาเป็นงานที่สำคัญ...
DC265  สมาคมของพระศาสนจักรกระบวนการหรือกลุ่มต่าง ๆ ควรยอมรับเพื่อการมีส่วนแบ่งปันในการอบรมผู้ใหญ่ที่เป็นคริสตชน
ในที่สุด สมาคมของพระศาสนจักรกระบวนการหรือกลุ่มต่าง ๆ ควรยอมรับเพื่อการมีส่วนแบ่งปันในการอบรมผู้ใหญ่ที่เป็นคริสตชน เพื่อให้แน่ใจว่ามีการร่วมกันก้าวเดินที่คงที่และหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญที่ความเป็นจริงเหล่านี้มักจะนำเสนอชีวิตคริสตชนที่เป็นการพบปะส่วนตัวและการดำรงอยู่กับพระบุคคลของพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงพระชนม์ในบริบทของประสบการณ์กลุ่มและความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง...

เนื้อหา Update ล่าสุด

เนื้อหาและบทเรียน

คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก

หนังสือคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก(CCC)

คู่มือแนะแนวการสอนคำสอน (ค.ศ. 2020)

คู่มือแนะแนวการสอนคำสอน (ค.ศ. 2020)

บทเรียน CCP 20 บุคคลในพระคัมภีร์

สารคำสอน 183 (ปีการศึกษา2024)

เรียนคำสอนกับพ่อวัชศิลป์

พระคัมภีร์ กับ คุณพ่อกฤษฏา

Download พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์สำหรับเด็กและเยาวชน

Download พิธีโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์

สถิติการเยี่ยมชม

1.png7.png7.png5.png7.png9.png2.png
วันนี้2172
เมื่อวานนี้5427
สัปดาห์นี้17216
เดือนนี้64451
ทั้งหมด1775792

ขณะนี้มีผู้เยี่ยมชม

27
Online

วันพฤหัสบดี, 14 พฤษภาคม 2569 11:19