Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn

บทเทศน์เพื่องานแพร่ธรรม
สัปดาห์ที่สี่ของเดือนตุลาคม
วันที่  23 ตุลาคม 2011 (สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา)
หัวข้อเรื่อง  : พระศาสนจักรและงานธรรมทูต 2
บทอ่าน  : อพยพ 22:20-26; เทสะโลนิกา 1:5-10,มัทธิว 22:34-40

             คำเชื้อเชิญขององค์สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนติกต์ที่ 16 ที่ทรงปรารถนาให้เราคริสตชนทุกคนประกาศข่าวดีของพระเจ้าด้วยใจร้อนรนและเร่งด่วนนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด แต่มีอะไรบ้างที่เป็นเรื่องใหม่ เรื่องใหม่ก็คือ การคำตอบรับการเชื้อเชิญจากพี่น้องคริสตชนทุกคนต่อการท้าทายที่จะให้ออกไปแบ่งปันความเชื่อให้แก่พี่น้องชายหญิงในโลกปัจจุบัน ประเด็นสำคัญก็คือ การตัดสินใจที่จะแบ่งปันความเชื่อว่า “จะทำหรือไม่ทำ” นั้นเอง

“ความเชื่อคือชีวิต”
          ถ้าหากมีใครคิดว่าตนเองมีความเชื่อเพราะสามารถการท่องจำข้อคำสอนและบทสวดต่างๆได้ นี้เป็นเรื่องที่ไม่ปรกติแล้ว ความเชื่อเป็นเรื่องที่มากยิ่งกว่าแค่การจำได้เท่านั้น ความเชื่อเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวและการยอมมอบกายถวายชีวิตให้แก่พระเยซูเจ้า พระองค์ผู้ทรงยกระดับชีวิตของเราธรรมดาให้มีชีวิตของพระเจ้า พระองค์ทรงกระทำให้ชีวิตของเราศักดิ์สิทธิ์และมีค่าสูงส่ง
บรรดาคริสตชนในสมัยดังเดิมนั้นได้สัมผัสกับพระเยซูเจ้าผู้ทรงได้กลับฟื้นคืนชีพ พวกเขากลับกลายเป็นประจักษ์พยานด้วยการดำเนินชีวิตในวิถีทางใหม่ ซึ่งด้วยสิ่งนี้ที่มีอิทธิพลต่อคนจำนวนมากให้สนใจติดตามพระเยซูเจ้า ทั้งนี้เพราะพวกเขาได้เห็นชีวิตประจำวันของพี่น้องคริสตชนที่ปฏิบัติต่อกันด้วยความรักฉันพี่น้องอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งที่จริงแล้วแบบอย่างชีวิตอย่างนี้เองที่ทำให้บรรดาสตรีพากันนำไปซุบซิบกันในตลาดห้างร้าน การที่ความเชื่อกับชีวิตไม่ขัดแย้งกัน เชื่ออย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น ชีวิตประจำวันธรรมดาๆทำให้เป็นที่สนใจของทุกคนที่พบเห็น

“ความเชื่อต้องนำไปสู่การปฏิบัติและการแบ่งปัน”
                  ชีวิตของพระสันตะปาปาบุญราศี ยอห์น ปอลที่ 2 เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เรา มีสื่อสารมวลชนจำนวนมากอธิบายไม่ได้ว่าทำไมข่าวสารของพระองค์เป็นต้นภาพของพระองค์ในอิริยาบถต่างๆนั้นทำให้คนจำนวนมากน้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้ม หลายคนมีความเชื่อที่มั่นคงขึ้น หลายคนเกิดความสุขสงบและสันติในจิตใจ ทั้งนี้ชีวิตของพระองค์แสดงออกให้เห็นถึงความเชื่อศรัทธาด้วยการดำเนินชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซูคริสตเจ้า ทั้งที่หลายครั้งพวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจในคำพูดของพระองค์ในโอกาสต่างๆด้วยซ้ำไป

                 อีกท่านหนึ่งคือพระคาร์ดินัล ฟรังซิส นกูเจน วาน เทียน ชาวเวียดนาม ที่พระสันตะปาปาเปเบดิกต์ที่ 16 ได้อ้างถึงใน Spa Salvi ว่าเป็นภาพศิลปะ(an icon)แห่งความหวังเหมือนกับชีวิตของคุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตา พระคาร์ดินัลท่านนี้ได้เป็นประจักษ์พยานชีวิตของพระเยซูเจ้าโดยถูกจับติดคุกนานถึง 14 ปี แม้ว่าท่าจะถูกจองจำแต่ที่นั้นท่านได้ทำให้ผู้คุมคอมมิวนิสต์จำนวนมากได้กลับใจมาเป็นคริสตชน

               ความเชื่อจึงเป็นอะไรที่มากกว่าคาคำพูด เพราะความเชื่อเป็นการแบ่งปันด้วยความเชื่อเอง หรือการนำเอาความเชื่อไปปฏิบัติจริง คำพูดซึ่งสามารถอธิบายถึงความเชื่อได้จะมีความหมายเมื่อได้ออกมาจากการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อนั้น

“ความเชื่อเป็นการแบ่งปันได้ในทุกนาทีของชีวิต”
               เราคงไม่ต้องรอดเวลา เวลานี้ ขณะนี้เองที่เราสามารถแบ่งปันชีวิตแห่งความเชื่อของเราได้อย่างเป็นรูปธรรม
               มีภาพเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีในวัดเล็กๆแห่งหนึ่งที่เป็นที่ดึงดูดใจผู้พบเห็นอย่างมากเพราะว่าภาพของเพื่อนบ้านที่ถูกทำร้ายนั้นไม่มีหน้าตา ผู้นำชมวัดอธิบายว่า ผู้วาดต้องการสื่อให้เรารู้ว่า ที่วาดให้คนที่ถูกทำร้ายไม่มีหน้าตานั้นเพราะเราไม่สามารถเลือกที่จะช่วยเหลือใครเพราะหน้าตาได้ พระเจ้าทรงประทานเพื่อนบ้านให้กับเราทุกเวลา เราสามารถแสดงความรักต่อเพื่อนพี่น้องได้ทุกเวลา โดยไม่ต้องเลือกว่าคนนั้นเป็นใคร เราสามารถแบ่งปันความเชื่อกับทุกคนด้วยความรักทุกเวลาและกับทุกคน

               เราอย่ารอโอกาสที่แจะแสดงความรักต่อเพื่อนพี่น้อง และไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะมานั่งเสียใจในอดีตที่เราละเลย หรือฝันถึงอนาคตที่เราจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ จงกระทำเสียแต่เวลานี้ เวลานี้แหละเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว นี้เป็นเสียงท้าทายจากพระสันตะปาปา เราจะลงมือ “กระทำหรือไม่ทำ” เท่านั้นเอง

              ขอสรุปส่งท้ายด้วยพระดำรัสของพระสันตะปาปาจากสาส์นวันแพร่ธรรมสากลที่ว่า “ขอให้วันแพร่ธรรมสากลปลุกความชื่นชมยินดีและความปรารถนาในแต่ละคนให้ ‘ออกไป’ พบกับมนุษย์ชาติ โดยการนำพระคริสตเจ้าไปให้ทุกคน”

  (โดย Fr.Andrew G.Recepcion ผู้อำนวยการงานแพร่ธรรมของอัครสังฆมณฑล Caceres)