www.kamsondeedee.com

สถิติการเยี่ยมชม

006382913
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
2069
3417
9133
75087
91288
6382913
Your IP: 34.234.76.59
2019-01-22 18:14

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn

พระสังฆราชโรเบิร์ต รัตน์  บำรุงตระกูลประวัติของ พระสังฆราชโรเบิร์ต รัตน์ บำรุงตระกูล
               พระสังฆราชโรเบิร์ต รัตน์ บำรุงตระกูล เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1916 เป็นบุตร นายไชย (ซุ่นไช้ คูตระกูล) นางจู บำรุงตระกูล ชีวิตในวัยเยาว์ได้รับการศึกษาปีที่ 8 เมื่อปี ค.ศ. 1932 ต่อมาได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ฮ่องกงในปี ค.ศ. 1933 ในโรงเรียน Wad Yan College ซึ่งดำเนินงานโดยนักบวชคณะเยซุอิต สอบได้ชั้นเตรียมอุดมศึกษา (Matriculation) เกียรตินิยมภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1937 จึงได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยฮ่องกง แผนกอักษรศาสตร์ โดยพักอยู่ที่กนนิสิต Ricci Hall ของนักบวชเยซุอิต ฯพณฯ มีความสนใจในคริสต์ศาสนามาก จึงได้สมัครศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอน  ต่าง ๆ จนบังเกิดความเลื่อมใส ได้รับศีลล้างบาปที่ฮ่องกงในปี ค.ศ. 1937 ตลอดชีวิตของการเป็นนิสิตของ ฯพณฯ ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ หลายอย่าง อาทิ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกจำพวก Children of Mary ได้เข้าร่วมแข่งขัน Apologetic Bee และร่วมงานออกร้านประจำปีของคณะนักบวชวินเซนต์ เดอ ปอล เสมอ ฯพณฯ ได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยฮ่องกงจนสำเร็จได้รับปริญญา B.A. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1941

              ต่อจากนั้นได้เดินทางกลับประเทศไทย เพราะความเลื่อมใสในคริสต์ศาสนานั่นเอง เป็นสาเหตุจูงใจให้ ฯพณฯ เกิดความปรารถนาจะถวายตัวแด่พระเป็นเจ้าเพื่อเป็นบริพารโดยใกล้ชิดยิ่งขึ้น ฯพณฯ จึงได้สละชีวิตฝ่ายโลกสมัครเข้าเป็นสามเณรในสามเณราลัยบางนกแขวกสมุทรคราม ทั้ง ๆ ที่ ฯพณฯ มีความรู้และอายุสูงกว่าสามเณรอื่น ๆ แต่ ฯพณฯ ก็บำเพ็ญตนเป็นคนที่สุภาพอ่อนโยนอยู่เสมอ ไม่ถือเนื้อถือตัว คงปฏิบัติตนเช่นสามเณรอื่น ๆ ในทุกด้านขณะนั้นพอดีสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น การเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศต้องหยุดชะงักลง ฯพณฯ จึงต้องศึกษาปรัชญาและเทววิทยาในสามเณราลัยบางนกแขวกนั่นเอง โดยมีพระสงฆ์คณะซาเลเซียนเป็นอาจารย์สอน ฯพณฯ ได้สำเร็จการศึกษาวิชาเทววิทยา และได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์เมื่อวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1949 โดนมีพระสังฆราชกาเยตาโน ปาซอตตี เป็นผู้โปรดศีลบวช ณ วัดน้อยของสามเณราลัยบางนกแขวก เมื่อบรรลุถึงจุดสุดยอดปรารถนาแล้ว ฯพณฯ ได้เริ่มงานที่พระเป็นเจ้าทรงมอบหมายให้ท่านกระทำทันทีในระยะแรก ฯพณฯ ก็ได้ประจำเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สามเณราลัยบางนกแขวก และโรงเรียนดรุณานุเคราะห์ บางนกแขวก โดยใช้วิชาความรู้ที่ ฯพณฯ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาอย่างเต็มที่

            ในระยะนี้ ฯพณฯ ได้มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูศิลปะการแสดงต่าง ๆ และในด้านวรรณกรรม ฯพณฯ ได้ประพัทธ์บทละครอิงศาสนาขึ้นหลายเรื่องเพื่อใช้แสดงในสามเณราลัยและที่โรงเรียนดรุณานุเคราะห์ เช่นบทละครอิงพระคัมภีร์เรื่อง “สิบสองพี่น้อง” จากเรื่องโยเซฟ “หนีแดนทุกข์” จากเรื่องอพยพ “ดาบสองเสือ” จากเรื่องเบนเฮอร์ และเรื่อง “โยบ” เป็นต้น นอกจากนั้น ฯพณฯ ยังได้เริ่มแปลและเรียบเรียงหนังสือหลายเล่ม เช่น “เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเป็นประวัตินักบุญยวง เวียนเนย์ หนังสือ “ท่องเที่ยวในโลกวิทยาศาสตร์”ใช้นามปากกาว่า “ปากกาทอง” หนังสือ “บทรำพึงประจำวัน” 1 ชุด 4 เล่ม และหนังสือแบบเรียนภาษาอังกฤษ คือ My Little English Book สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 A Practical English Course สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ Verb patterns เป็นหลัก นับเป็นตำราเรียนภาษาอังกฤษชุดแรกชุดหนึ่งที่ใช้วิธีสอบแบบใหม่ นอกจากนั้น ฯพณฯ ยังได้เรียบเรียงหนังสือศีลธรรมสากลสำหรับใช้สอนในโรงเรียนตั่งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อีกชุดหนึ่งด้วย หนังสือชุดที่ 3 นี้ได้รับการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง จนถึงครั้งสุดท้าย   ในปัจจุบันยึดแนวสอนแบบใหม่เป็นหลัก

              ฯพณฯ ได้ประจำอยู่ที่บงนกแขวกเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งได้มีการย้ายสามเณรบางนกแขวกมาตั้งที่ราชบุรี ฯพณฯ ก็ได้ย้ายติดตามขึ้นมาอยู่ที่ราชบุรีด้วย ในปี ค.ศ. 1959 ณ สำนักใหม่แห่งนี้ ฯพณฯ ได้ใช้ชีวิตหนักไปทางด้านการศึกษาอบรมเช่นเดิม โดยที่ ฯพณฯ เป็นผู้ที่รักการศึกษาเล่าเรียนเป็นชีวิตจิตใจประกอบกับทางสังฆมณฑลราชมีความต้องการผู้เชี่ยวชาญในด้านวิชาคำสอนเป็นพิเศษ พระสังฆราชเปโตร คาเร็ตโต จึงพิจารณาส่ง ฯพณฯไปศึกษาวิชาแพร่ธรรมและวิธีสอนคำสอนแบบใหม่ที่ Lumen Vitae ของนักบวชคณะเยซูอิต ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ในปี ค.ศ. 1961 ฯพณฯ ได้ศึกษาจนสำเร็จได้รับประกาศนียบัตรในปี ค.ศ. 1962 จากเบลเยี่ยม ฯพณฯ ได้เดินทางไปกรุงโรม ประเทศอิตาลีเพื่อหาประสบการณ์เพิ่งเติม พอดีเป็นโอกาสเปิดประชุมสังคายนาวาติกันที่ 2 ในที่สุดก็ได้เดินทางกลับประเทศไทยและเริ่มใช้วิชาความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาเพื่อประโยชน์ของพระศาสนจักรในประเทศไทยอย่างเต็มที่ โดยเริ่มทำการสอนพระคัมภีร์และวิชาคำสอนแผนใหม่ที่ราชบุรี ที่ศูนย์ศาสนศาสตร์โรงเรียนมาแตร์เดอี พระนคร ฯพณฯ ได้เรียบเรียงหนังสือคำสอนขึ้น 6 เล่ม เพื่อใช้สอนในโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  หนังสือจิตวิทยาและการสอนคำสอนตามวัยและหนังสือ พระคัมภีร์ ฉบับย่อ 1 ชุด 2 เล่ม

               ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งเป็นพระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลราชบุรี ฯพณฯ ดำรงตำแหน่งในคณะที่ปรึกษาของพระสังฆราชเปโตร คาเร็ตโต เป็นกรมการปรับปรุงคำสอนแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการบัญญัติศัพท์ศาสนศาสตร์แห่งสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการแปลพระคัมภีร์ร่วมกับสภาพระคริสตธรรมในประเทศไทย งานชิ้นสุดท้ายที่ ฯพณฯได้กระทำที่ราชบุรี และถือว่าเป็นงานชิ้นโบว์แดงก็คือ การจัดอบรมพระสงฆ์ นักบวชที่ราชบุรีเป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูชีวิตคริสตชนตามแนวของสังคายนาวาติกันที่ 2

                 ฯพณฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชไทยองค์แรกแห่งสังฆมณฑลราชบุรี เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 ได้กระทำพิธีอภิเษกที่ราชบุรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1969 โดยมีพระสังฆราชเปโตร คาเร็ตโต เป็นผู้อภิเษกร่วมกับพระอัครสังฆราชและพระสังฆราชจากประเทศไทย ลาว มาเลเซีย กระทำพิธีขึ้นครองอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก เมื่อวันที่ 8 กันยายน ศกเดียวกัน และเมื่อ ฯพณฯ อภิเษกเป็นพระสังฆราชแล้วทำงานในสังฆมณฑลราชบุรี ได้ 6 ปี จึงได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 1975 แม้ว่าเมืองเชียงใหม่จะเป็นเมืองใหญ่รองจากกรุงเทพฯ แต่สังฆมณฑลเชียงใหม่จะเป็นเมืองเล็กยังต้องการการพัฒนาทั้งในด้านจำนวนและคุณภาพ คุณพ่อวิโรจน์ อินทรสุขสันต์ ได้ไปช่วยเป็นเจ้าอาวาสอาสนวิหารพระหฤทัย เชียงใหม่ และต่อมาคุณพ่อวิชัย แสนสุดสวาท ได้ไปรับหน้าที่ต่อจากคุณพ่อวิโรจน์ ส่วนคุณพ่อดำรง บุญรติวงศ์ ได้ไปเป็นเจ้าอาวาสที่เมืองพาน เชียงราย พระคุณเจ้าต้องเดินทางไปตามวัดต่าง ๆ ในชนบทอันห่างไกลและตามป่าเขาลำเนาไพรอยู่เป็นประจำ พระคุณเจ้าใช้ชีวิตที่เรียบง่ายกับชาวบ้านเหล่านั้น

                  สุดท้ายในปี 1987 เมื่ออายุย่างเข้า 70 ปี พระคุณเจ้าเห็นว่าสังขารไปไม่ไหวแล้ว จงขอเกษียณตนเองจากหน้าที่สังฆราช  และเดินทางกลับมาอยู่ที่ราชบุรี เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายในที่ที่เคยอยู่ อู่ที่เคยนอน ในปี 1992 พระคุณเจ้าเริ่มป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม เกิดอาการหลงลืม จำเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ได้ สมองเสื่อมช่วยตัวเองไม่ได้เป็นเวลา 3 ปี ในปี 1995 ซิสเตอร์คณะคามิลเลียน รับท่านไปดูแลเป็นพิเศษที่บ้านเบธานี ดุจบิดากับบุตรสาว เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ปี 2000 พระคุณเจ้าต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลซานคามิลโล บ้านโป่ง จนเกือบเดือนตุลาคม พระคุณเจ้ามนัสจึงรับตัวกลับมาอยู่ที่ราชบุรีที่โรงพยาบาลพร้อมแพทย์ เพื่อให้อยู่ใกล้ชิดกับคณะสงฆ์และผู้รู้จักมักคุ้น ในวันที่ 6 ธันวาคม อาการท่านเริ่มทรุดลง จึงโปรดศีลเจิมและโปรดพระคุณให้ท่าน และในวันที่ 8 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันฉลองแม่พระนิรมลทิน พระแม่ก็มารับท่านไปสวรรค์ เมื่อเวลา 15. 13 น.

 

350 ปีการสถาปนามิสซังสยาม

 350 ปีแห่งการสถาปนา มิสซังสยาม (ค.ศ.1669-2019)

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

เพลงสาธุการ

เพลงสาธุการ

คาทอลิกสอนอะไร

แนะนำเว็บไซต์ดีดี


สมณองค์กรยุวธรรมทูตประเทศไทย

ดาวน์โหลดคู่มือสอน

download คู่มือสอนศีลมหาสนิทฉบับปรับปรุง
Download คู่มือเรียนศีลมหาสนิท ฉบับปรับปรุง

เกี่ยวกับพระศาสนจักร

ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิก
คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก
ประมาลกฏหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

เว็บไซต์เพื่องานคำสอน

คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม ประเทศไทย
ศูนย์คริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ
Facebook ศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่
www.kamsonchan.comนิตยสารคำสอนต่างประทเศ